วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

ความมั่นคงทางอาหาร

รายงานเรื่อง

การพัฒนาดัชนีชี้วัด

ความมั่นคงทางอาหาร

ภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนประเด็นเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 สู่การปฏิบัติ”

โดยศจินทร์ ประชาสันติ์

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

สนับสนุนโดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

พฤศจิกายน 2552

2

สารบัญเนื้อหา

หน้า

คำนำ 5

1. แนวคิดและองค์ประกอบของความมั่นคงทางอาหาร 6

1.1 ความมั่นคงทางอาหารของเอฟเอโอ

1.2 แนวคิดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร

1) ความเปราะบาง (Vulnerability)

2) ความมั่นคงทางอาหารในมิติจิตวิทยา

3) ความมั่นคงทางอาหารเป็นกระบวนการที่มีพลวัต

4) ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนของสหรัฐฯ (Community food security)

5) สิทธิทางอาหาร (Right to food)

6) อธิปไตยทางอาหาร (Food sovereignty)

7) ความมั่นคงทางอาหารในมิติวัฒนธรรม

2. ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร 18

2.1 ดัชนีกระบวนการ (Process indicator)

1) สถานการณ์อุปทานอาหาร (Food supply)

2) ดัชนีรายได้ (Income indicators)

3) ยุทธศาสตร์การปรับตัวของครัวเรือน (Coping strategies)

2.2 ดัชนีผลได้จากการบริโภค (Outcome indicators)

1) การรับรู้ของครัวเรือน (Perception)

2) รายจ่ายหรืองบประมาณด้านอาหารของครัวเรือน

3) ปริมาณพลังงานจากอาหาร

3.1) อาหารที่ปัจเจกบุคคลบริโภค

3.2) อาหารที่เตรียมเพื่อบริโภคในครัวเรือน

4) ความหลากหลายของอาหาร (Dietary diversity)

5) ความถี่ในการบริโภคอาหาร

2.3 ดัชนีเชิงโครงสร้าง (Structural indicators)

3. วิธีการพัฒนาตัวชี้วัด

3.1 วิธีการชาติพันธุ์วรรณา

3.2 การประเมินชนบทอย่างเร่งด่วน (Rapid Rural Appraisal)

3.3 การสำรวจครัวเรือนโดยแบบสอบถาม

3.4 เศรษฐกิจ- อาหาร (Food-economy approach)

3.5 ระบบผู้เชี่ยวชาญ

24

3

หน้า

3.6 การรายงานประสบการณ์ตรง

4. ตัวอย่างเครื่องมือวัดความมั่นคงทางอาหาร

4.1 ระดับความไม่มั่นคงทางอาหารของครัวเรือนด้านการเข้าถึง (Household Food

Insecurity Access Scale: HFIAS)

4.2 เครื่องมือจำแนกช่วงอย่างเป็นองค์รวม (The Integrated Phase Classification tool:

IPC)

4.3 ดัชนียุทธศาสตร์การแก้ปัญหา (The Coping Strategies Index: CSI)

4.4 การวัดความมั่นคงทางอาหารครัวเรือนโดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจค่าใช้จ่าย

ครัวเรือน

4.5 ระบบความไม่มั่นคงทางอาหารและระบบแผนที่สารสนเทศของกลุ่มเสี่ยง (Food

Insecurity and Vulnerability Information and Mapping System: FIVIMS)

27

5. หลักเกณฑ์ในการเลือกดัชนีที่เหมาะสม 42

6. ตัวอย่างงานศึกษาดัชนีความมั่นคงทางอาหารในไทย

6.1 รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โครงการการศึกษาและพัฒนามาตรฐาน และ

ตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ โดย คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร

ศาสตร์

6.2 งานศึกษาสถานะความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรไทย โดย ชมรมศิษย์เก่า

บูรณะชนบทและเพื่อน (ราฟ่า)

6.3 ระบบความไม่มั่นคงทางอาหารและระบบแผนที่สารสนเทศของกลุ่มเสี่ยงของไทย

(Thai FIVIMS)

6.4 ดัชนีความมั่นคงทางอาหารในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) สำหรับนา

ข้าวเกษตรยั่งยืนไทย

43

7. การสังเคราะห์และบทสรุป 51

บรรณานุกรม 54

4

สารบัญตาราง

หน้า

ตาราง 1: ความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงทางอาหารและความเปราะบาง 8

ตาราง 2: มิติของความไม่มั่นคงทางอาหารจากงานวิจัยเชิงปริมาณของ Radimer 10

ตาราง 3: การเปรียบเทียบระหว่างโครงการอาหารต่อต้านความอดอยากและโครงการความ

มั่นคงทางอาหารชุมชน

12

ตาราง 4: ความมั่นคงทางอาหารและดัชนีทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนพื้นเมือง 16

ตาราง 5: คำถาม 9 ข้อตาม HFIAS เพื่อวัดสถานการณ์การเข้าถึงอาหารของครัวเรือน 28

ตาราง 6: ตารางสำหรับอ้างอิงเพื่อจำแนกสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา 31

ตาราง 7: แนวทางและความถี่ของการแก้ไขปัญหาของครัวเรือน 33

ตาราง 8: ตัวอย่างการคำนวณคะแนนดัชนี CSI ของครัวเรือน 35

ตาราง 9: การนำ CSI มาใช้ใน PRA 36

ตาราง 10: ตัวอย่างแบบสำรวจเรื่องการได้มาซึ่งอาหารของครัวเรือนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 37

ตาราง 11: ตัวอย่างดัชนีที่สามารถนำมาใช้กับ FIVIMS ระดับประเทศ 40

ตาราง 12: ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารภายใต้แนวคิดความมั่นคงของมนุษย์ 44

ตาราง 13: แบบฟอร์มที่ใช้ในการระดมความคิดเห็นเพื่อประเมินดัชนีตัวชี้วัดความมั่นคงทาง

อาหาร

49

สารบัญกราฟและแผนภาพ

หน้า

กราฟ 1: รูปแบบการตอบสนองของครัวเรือนเมื่อยามอาหารขาดแคลน 11

กราฟ 2: กรอบแนวคิดด้านความมั่นคงทางอาหารตามแบบ FIVIMS 39

กราฟ 3: กรอบการประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหาร 46

กราฟ 4: การสังเคราะห์กรอบแนวคิดความมั่นคงทางอาหาร 52

แผนภาพ 1: แผนที่สารสนเทศของพื้นที่เสี่ยงของไทย 47

5

คำนำ

สืบเนื่องจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี 2551 ประเด็นเกษตรและอาหารในยุควิกฤตได้มีมติร่วมกันในข้อ

2.1 กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการ

และภาคประชาชนให้พิจารณาดำเนินการสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ประชากรทุกกลุ่มวัย โดยหนึ่งในนั้นให้

พัฒนาตัวชี้วัดความมั่นคงทางอาหารที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย และรายงานสถานการณ์ความมั่นคงทาง

อาหารของประเทศอย่างน้อยทุก 3 ปี (ข้อ 1 ย่อย) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) จึงได้รับมอบหมาย

จากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติให้จัดทำรายงาน “การพัฒนาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร”

โดยมีจุดประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดความมั่นคงทางอาหาร ทางเลือกใน

การพัฒนาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารในต่างประเทศ และตัวอย่างงานศึกษาในไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่

กระบวนการสร้างกรอบและพัฒนาตัวชี้วัดจริงในระดับพื้นที่

ผู้จัดทำรายงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการสร้างความเข้าใจเบื้องต้น

และเปิดมุมมองเรื่องความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งให้แนวทางและกระบวนการที่เป็นไปได้สำหรับการพัฒนา

ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารในมิติต่างๆที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น

ศจินทร์ ประชาสันติ์

พฤศจิกายน 2552

6

ส่วนที่หนึ่ง : แนวคิดและองค์ประกอบของความมั่นคงทางอาหาร

1.1 ความมั่นคงทางอาหารของเอฟเอโอ

จุดเริ่มต้นของแนวคิดความมั่นคงทางอาหารสามารถย้อนหลังกลับไปได้ตั้งแต่ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2513-

2522 ซึ่งขณะนั้นทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนธัญพืช ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านราคาอาหาร พร้อมๆ

กับภาวะวิกฤตราคาน้ำมัน1 การใช้คำนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นในการประชุมอาหารโลกปี พ.ศ.2517

โดยที่ประชุมมองความมั่นคงทางอาหารว่าเป็นปัญหาที่เกิดมาจากความ “ไม่พอเพียงทางด้านอุปทาน” ของ

ประเทศหรือภูมิภาคหนึ่งๆ2

อย่างไรก็ตาม แนวคิดความมั่นคงทางอาหารไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นั้น แต่ถูกพัฒนาให้มีมิติที่

ซับซ้อนขึ้นตามพลวัตความเข้าใจของผู้คนในเรื่องบทบาทอาหาร พัฒนาการที่สำคัญได้แก่ การนำเสนอแนวคิด

“การทรงสิทธิด้านอาหาร” (Food entitlement) ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อมาตยา เซน ซึ่งเสนอว่า

ประเทศที่มีประชากรขาดแคลนอาหารจำนวนมากล้วนเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารทั้งนั้น ดังนั้น การขาดแคลน

อาหารไม่ได้เกิดจากอาหารไม่เพียงพอหรือขาดหลักประกันทางกฎหมายเท่านั้น แต่เกิดจากการเข้าไม่ถึงสิทธิ

ด้านอาหารในทางการเมือง ข้อเสนอของเซนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการขยายแนวคิดความมั่นคงทางอาหารไม่ให้

ผูกติดอยู่กับความพอเพียงของอุปทานอาหารในระดับมหภาคเท่านั้นอีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาถึงมิติ “การ

เข้าถึง” และ “เสถียรภาพ” ในระดับบุคคลและครัวเรือนด้วย3

ด้วยเหตุที่แนวคิดความมั่นคงทางอาหารได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้นิยามความมั่นคง

ทางอาหารไว้เป็นจำนวนมาก มีรายงานว่าจนถึงปี พ.ศ. 2542 มีนิยามมากถึง 200 ความหมาย และยังมีการพัฒนา

ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารไว้มากถึง 450 ดัชนี4 อย่างไรก็ตาม นิยามที่เป็นที่รู้จักและได้รับการอ้างอิงมาก

ที่สุดมาจากการประชุมสุดยอดอาหารโลก (WSF) ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งระบุว่า

ความมั่นคงทางอาหาร หมายถึง “...คนทุกคนมีความสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ

ปลอดภัยและมีโภชนาการ ทั้งในทางกายภาพและเศรษฐกิจ ในการตอบสนองความต้องการ

และความพึงพอใจทางอาหารของพวกเขา เพื่อให้เกิดชีวิตที่ประกอบด้วยความกระตือรือร้น

และสุขภาวะ”5

1 David McKeown, 2006, p 20.

2 FAO, 2006.

3 David McKeown, 2006, p 22.

4 Hoddinott, 1999, cited in David McKeown, 2006.

5Food security exists “when all people, at all times, have physical and economic access to sufficient safe and nutritious food that

meets their dietary needs and food preferences for an active and healthy life.”

7

จากความหมายข้างต้น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้แบ่งและให้ความ

หมายความมั่นคงทางอาหารออกเป็น 4 มิติย่อย6 ได้แก่

• ความพอเพียง: ความพอเพียงของปริมาณอาหารในคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งอาจได้มาจากการผลิต

ภายในประเทศหรือการนำเข้า รวมถึงความช่วยเหลือทางอาหาร

• การเข้าถึง: การเข้าถึงทรัพยากรที่พอเพียงของบุคคลเพื่อได้มาซึ่งอาหารที่เหมาะสมและมี

โภชนาการ ทรัพยากรที่ว่าหมายความถึงความสามารถของบุคคลที่จะกำหนดควบคุมกลุ่มสินค้า

หนึ่งๆได้ภายใต้บริบททางกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่บุคคลอาศัยอยู่

(รวมถึงสิทธิตามประเพณี เช่น การเข้าถึงทรัพยากรส่วนรวมของชุมชน)

• การใช้ประโยชน์: การใช้ประโยชน์ด้านอาหารผ่านอาหารที่เพียงพอ น้ำสะอาดและการรักษา

สุขภาพและสุขอนามัยเพื่อที่จะเข้าถึงภาวะความเป็นอยู่ที่ดีทางโภชนาการซึ่งความต้องการทาง

กายภาพทั้งหมดได้รับการตอบสนอง โดยนัยยะนี้ จึงสัมพันธ์กับปัจจัยนำเข้าที่ไม่ใช่อาหารด้วย

• เสถียรภาพ: เพื่อจะมีเสถียรภาพทางอาหาร ประชาชน ครัวเรือนและบุคคลจะต้องเข้าถึงอาหารที่

เพียงพอตลอดเวลา ไม่ต้องเสี่ยงกับการไม่เข้าถึงอาหารอันเป็นผลมาจากวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่าง

กะทันหัน (เช่น วิกฤตทางทางเศรษฐกิจหรือสภาพภูมิอากาศ) หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปตามวงจร

(เช่น ภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารตามฤดูกาล) ในความหมายนี้ จึงครอบคลุมถึงทั้งมิติความ

พอเพียงและการเข้าถึงอาหาร

ส่วนสภาวะที่ตรงข้ามกับความมั่นคงทางอาหาร คือ ความไม่มั่นคงทางอาหาร สามารถแบ่งออกได้เป็น

2 ประเภทตามระยะเวลาของความไม่มั่นคง คือ ความไม่มั่นคงทางอาหารเรื้อรัง (chronic) และความไม่มั่นคงทาง

อาหารแบบชั่วคราว (transitory)

งานศึกษาความมั่นคงทางอาหารส่วนใหญ่มักจะกำหนดองค์ประกอบความมั่นคงทางอาหารในลักษณะ

ที่สอดคล้องกับนิยามของเอฟเอโอ แต่งานบางชิ้นก็อาจละบางมิติออกไป เช่น งานศึกษาของโครงการความ

ช่วยเหลือด้านอาหารของ USAID7 คู่มือการประเมินความมั่นคงทางอาหารแอฟริกาของสภากาชาดสากล8 และ

เอกสารของสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐสภาอังกฤษได้ตัดมิติเสถียรภาพด้านอาหารออกไป9

แต่ขยายมิติการเข้าถึงเป็น มิติคุณภาพของอาหาร และความสามารถในการใช้ประโยชน์อาหารทั้งในเชิงร่างกาย

และอำนาจในการกำหนดลักษณะการกิน

แม้ว่าความมั่นคงทางอาหารในแบบฉบับของเอฟเอโอจะเป็นที่ยอมรับและอ้างถึงมากที่สุด แต่ก็ได้รับ

การวิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดบกพร่อง ที่สำคัญ คือ คำนิยามข้างต้นเน้นเฉพาะเป้าหมายความมั่นคงทางอาหาร แต่

6 FAO, 2006.

7 ดู Frank Riely, 1999.

8 ดู International Federation of Red Cross and Red Crescent Societies, 2006.

9 The Parliamentary Office of Science and Technology, 2006.

8

ไม่ได้พูดถึงที่มาของอาหาร กระบวนการผลิตอาหารและบริบทแวดล้อมอื่นๆของความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น

จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษามิติอื่นๆของความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องของอาหารโดยตรง แต่ส่งผลต่อ

ความมั่นคงทางอาหาร เช่น สถานการณ์ความเสี่ยง ความเปราะบาง ประเด็นความเป็นธรรมทางสังคม การพึ่งพา

ตนเองและการพัฒนาชุมชน เป็นต้น

1.2 แนวคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร

1) ความเปราะบาง (Vulnerability)

ความเปราะบางเป็นแนวคิดที่สัมพันธ์กับมิติด้านเวลาหรือ “เสถียรภาพ” ของความมั่นคงทางอาหาร

อย่างใกล้ชิด องค์ความรู้เรื่องความเปราะบางในความมั่นคงทางอาหารยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่แล้ว ความ

เปราะบางเป็นแนวคิดที่ได้รับการพัฒนาในงานศึกษาเรื่องความยากจนมากกว่า

ความเปราะบางในมิติของความมั่นคงทางอาหาร หมายถึง โอกาสที่คนๆหนึ่งหรือครัวเรือนจะตกอยู่ใน

สถานการณ์ที่มีระดับความมั่นคงทางอาหารต่ำกว่าเกณฑ์ความมั่นคงทางอาหารขั้นต่ำที่พึงมีในช่วงระยะเวลาใด

เวลาหนึ่ง ความต่างระหว่างความมั่นคงทางอาหารและความเปราะบางคือ ในขณะที่ความมั่นคงทางอาหารให้

ความสนใจสถานการณ์และวิธีการแก้ไขปัญหา (coping strategies) ด้านอาหารใน “ปัจจุบัน” แนวคิดความ

เปราะบางมุ่งไปที่ความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหารใน “อนาคต” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความเปราะบางจะ

เป็นแนวคิดที่ดูจะเป็นกลางๆ แต่เมื่อถูกใช้ในบริบทความมั่นคงทางอาหารมักจะหมายถึงผลลัพธ์ของไม่ความ

มั่นคงทางอาหารในเชิงลบ ทำให้ความเปราะบางมีนัยยะถึงการแทรกแซงจากรัฐหรือหน่วยงานต่างๆเพื่อสร้าง

หลักประกันความมั่นคงทางอาหารหรือป้องกันหรือลดผลกระทบที่จะเกิดจากความไม่มั่นคงทางอาหารผ่าน

มาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ตาราง 1: ความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงทางอาหารและความเปราะบาง

สถานการณ์ความมั่นคง สถานภาพความมั่นคงทางอาหารที่คาดการณ์ใน “อนาคต”

ทางอาหารใน “ปัจจุบัน” มั่นคงทางอาหาร ไม่มั่นคงทางอาหาร

มั่นคงทางอาหาร มั่นคงทางอาหาร มีโอกาสขาดความมั่นคงทางอาหาร

ไม่มั่นคงทางอาหาร มีโ อ ก า ส มั่น ค ง ท า ง

อาหาร

ขาดความมั่นคงทางอาหารเรื้อรัง

ไม่เปราะบาง เปราะบาง

ที่มา: Christian Romer Løvendal and Marco Knowles. 2005. p. 6

เช่นเดียวกับความมั่นคงทางอาหาร ความเปราะบางของแต่ละกลุ่มคนมีระดับที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ

ลักษณะความเสี่ยงและความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนของสถานการณ์ คนที่ไร้

ความมั่นคงทางอาหารวันนี้อาจมีความเปราะบางน้อยในอนาคตพอๆกับคนที่มีความมั่นคงทางอาหารวันนี้ก็ได้

9

หากสถานการณ์ด้านอาหารในอนาคตของคนกลุ่มแรกดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากคนๆหนึ่งหรือครัวเรือนมี

ความมั่นคงทางอาหารมากในวันนี้ แต่มีแนวโน้มหรือโอกาสที่จะขาดความมั่นคงทางอาหารในอนาคต พวกเขา

ก็จะมีความเปราะบางมาก ตาราง 1 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถานะความมั่นคงทางอาหารในปัจจุบัน

และอนาคต และผลการวิเคราะห์ความเปราะบาง

อย่างไรก็ตาม ในการประเมินความเปราะบางนั้น ในวงวิชาการยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะใช้วิธีการใด

เป็นมาตรฐาน รวมถึงยังไม่มีเกณฑ์ในการตัดสินอย่างชัดเจนว่าเส้นแบ่งของความเปราะบางอยู่ที่ใด10 แต่

ตัวอย่างการวิเคราะห์ความเปราะบางเท่าที่มีอยู่ เช่น

1) พิจารณาจากทรัพย์สินหรือทุนที่บุคคลหรือครัวเรือนมีอยู่ (รวมถึงทุนทางสังคม) โดยมีสมมุติฐานว่า

การมีทรัพย์สินหรือทุนจะทำให้รับมือกับสถานการณ์เลวร้ายได้มากขึ้น และช่วยลดความเปราะบางลง

2) การเน้นไปที่แหล่งที่มาของความเสี่ยง ซึ่งหมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน เหตุการณ์ตามกระแส

แนวโน้ม หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล และศักยภาพในการจัดการความเสี่ยงของชุมชน11

3) เน้นไปที่การพยากรณ์ความแปรปรวนหรือขาดแคลนอาหารในอนาคต

4) ความเป็นไปได้ที่ระดับการบริโภคของบุคคลหรือครัวเรือนจะลดต่ำลงจากระดับปกติ

5) การวัดภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์หรือภาวะทุพโภชนาการ

6) พิจารณาจากแหล่งที่อยู่ และรูปแบบวิถีชีวิต (เช่น การผลิต การหารายได้ และแนวปฏิบัติทางสุขภาพ

เป็นต้น)

2) ความมั่นคงทางอาหารในมิติจิตวิทยาและสังคม

งานศึกษาความมั่นคงทางอาหารในมิติจิตวิทยาและสังคมยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย ในทางจิตวิทยา ความ

ไม่มั่นคงทางอาหารทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกถูกกีดกันหรือขาดแคลน หรือทำให้ครัวเรือนรู้สึกกระวนกระวาย

ใจว่าจะมีอาหารเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนำมาสู่ปัญหาความเครียดตามมา ในมิติสังคม ความไม่มั่นคงทางอาหาร

หมายถึงการได้มาซึ่งอาหารโดยวิธีการที่ต่างไปจากแบบแผนปกติของสังคมและวัฒนธรรม เช่น ไม่อาจกิน

อาหารได้ 3 มื้อต่อวัน ไม่อาจเข้าร่วมกิจกรรมหรืองานประเพณีที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ต้องทานอาหารที่ได้มาจาก

การบริจาคทาน ต้องลักขโมย หรือติดหนี้ชำระค่าอาหาร เป็นต้น ซึ่งผลในทางสังคมนี้สามารถส่งผลกลับ

ในทางจิตวิทยาได้ด้วย เช่น ทำให้รู้สึกไร้อำนาจ รู้สึกผิด และอาย และรู้สึกแปลกแยก เป็นต้น12

งานศึกษาชิ้นหนึ่งที่ครอบคลุมทั้งมิติจิตวิทยาและสังคม คือ งานของนักวิชาการ ชื่อ Radimer ซึ่งมี

อิทธิพลมากในวงการความมั่นคงทางอาหารของสหรัฐฯ และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาแบบสเกลสำรวจความ

มั่นคงทางอาหารของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ในเวลาต่อมา13 Radimer และทีมวิจัยได้ทำการศึกษากลุ่ม

ผู้หญิงผู้มีรายได้น้อยในนิวยอร์กโดยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์บรรยายถึงสถานการณ์ที่พวกเธอตกอยู่ในภาวะหิวโหย

10 Christian Romer Løvendal and Marco Knowles, 2005, p. 4.

11 Pasquale Scaramozzino, 2006.

12 Valerie Tarasuk, 2001, pp. 9-12.

13 Jennifer Coates et al. 2006, p. 1439S.

10

หรือใกล้เคียง ทำให้ทีมวิจัยสรุปว่าความไม่มั่นคงทางอาหารของบุคคลและครัวเรือนประกอบด้วยลักษณะ 4

อย่าง คือ ความรู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับอาหาร คุณภาพของอาหารที่ไม่เพียงพอ ปริมาณอาหารไม่เพียงพอ และ

วิธีการได้มาซึ่งอาหารโดยไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม (ดูตาราง 2)

ตาราง 2: มิติของความไม่มั่นคงทางอาหารจากงานวิจัยเชิงปริมาณของ Radimer (1990)

มิติความไม่มั่นคงทางอาหาร ระดับปัจเจกบุคคล ระดับครัวเรือน

เชิงปริมาณ การบริโภคไม่เพียงพอ อาหารหมดลง

เชิงคุณภาพ ความไม่เพียงพอทางโภชนาการ อาหารไม่เหมาะสม

เชิงจิตวิทยา ขาดตัวเลือก รู้สึกขาดแคลน กระวนกระวายใจเรื่องอาหาร

เชิงสังคม รูปแบบการบริโภคถูกรบกวน ได้อาหารมาโดยวิธีการที่สังคมไม่

ยอมรับ

ที่มา: Kendall et al อ้างใน Valerie Tarasuk. 2001.

3) ความไม่มั่นคงทางอาหารเป็นกระบวนการที่มีพลวัต

ความไม่มั่นคงทางอาหารไม่ได้เป็นกระบวนการที่หยุดนิ่ง แต่มีพลวัตและขั้นตอนในตัวของมันเอง

ครัวเรือนไม่ได้นิ่งเฉยเมื่อเกิดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร ซึ่งอาจจะแสดงออกมาทั้งในแง่ของจิตวิทยาและ

ความพยายามแก้ไขปัญหาในลักษณะที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เช่น งานศึกษากลุ่มผู้หญิงที่มีรายได้ต่ำใน

สหรัฐฯพบว่า เมื่อสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหารเกิดขึ้น ความรู้สึกกระวนกระวายใจจะมาก่อนเป็นอันดับ

แรก หลังจากนั้นจึงจะตามมาด้วยการลดคุณภาพอาหาร แล้วจึงลดปริมาณอาหารของสมาชิกผู้หญิง โดยที่การ

ลดคุณภาพและปริมาณอาหารของสมาชิกเป็นเด็กเล็กแทบจะไม่เกิดขึ้นหากสถานการณ์ยังไม่แย่จนเกินไป

ในทางตรงกันข้าม ในกลุ่มผู้สูงอายุพบว่า คนกลุ่มนี้จะลดคุณภาพของอาหารลงเป็นอันดับแรก แล้วจึงตามมา

ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น14

การแก้ไขปัญหาหรือยุทธศาสตร์ในการปรับตัวของครัวเรือนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความสามารถ

ทรัพยากร ความรุนแรงและระยะเวลาของสถานการณ์ รวมถึงปัจจัยด้านประชากรอื่นๆ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา เพศ

ชนชั้น อายุ เป็นต้น กราฟ 1 แสดงให้เห็นถึงพลวัตของการปรับตัวของครัวเรือน ในช่วงแรกที่เกิดวิกฤตขึ้น

ครัวเรือนจะพยายามแก้ปัญหาโดยการลดความเสี่ยงและจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เช่น ปรับเปลี่ยนชนิดพืชที่

ปลูก ปลูกพืชหลากหลายชนิด ขยายพื้นที่เพาะปลูก เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วครัวเรือนไม่

จำเป็นต้องลงทุนทรัพยากรมากนัก แต่หากวิกฤตยังไม่คลี่คลาย เมื่อมาถึงช่วงที่สอง ครัวเรือนก็จำเป็นจะต้องนำ

ทรัพยากรที่มีอยู่ออกมาใช้มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็น เช่น ขายวัวควาย ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้

เป็นต้น และหากสถานการณ์ของครัวเรือนดำเนินต่อเนื่องมาถึงช่วงที่สามก็เป็นสัญญาณของความล้มเหลวในการ

จัดการกับปัญหา อาจทำให้ครัวเรือนต้องล้มละลาย ขายที่ดินและต้องตัดสินใจย้ายถิ่นเพื่อหางานทำในเมือง

14 Valerie Tarasuk, 2001, p. 12-13.

11

ท้ายที่สุด อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณายุทธศาสตร์ของครัวเรือน ควรตระหนักไว้ด้วยว่าในบางช่วงเวลา

ครัวเรือนอาจเลือกชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาระดับความมั่นคงทางอาหารกับความมั่นคงอื่นๆของชีวิตไว้ เช่น

ความมั่นคงทางการศึกษาของบุตร เป็นต้น ทำให้ครัวเรือนอาจยอมประสบความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับ

หนึ่งต่อไปก่อนหากสถานการณ์ยังไม่ย่ำแย่จนเกินไป

กราฟ 1: รูปแบบการตอบสนองของครัวเรือนเมื่อยามอาหารขาดแคลน

สูง

ระดับการ

ลงทุน

ของ

ทรัพยากร

ใน

ครัวเรือน

ต่ำ

ย้ายถิ่นถาวร

ขายที่ดิน

อพยพเพื่อขอความช่วยเหลือ

ขายทรัพย์สินภายในบ้าน

ขอยืมธัญพืชหรือเงินจากพ่อค้า

ขายปศุสัตว์

ทำเกษตรช่วงหน้าแล้ง (ย้ายถิ่น)

หางานรับจ้างทำ

ขายแรงงาน

ใช้อาหารที่เก็บสำรองไว้

ยืมธัญพืชจากญาติพี่น้อง

กินอาหารที่พอจะประทังชีวิตไปได้

ต่ำ

การ

เปลี่ยน

กลับสู่

สภาพ

เดิม

สูง

ตั้งแต่เริ่มต้น ระยะเวลาในการเกิด ภายหลัง

ที่มา: Watts, 1988 อ้างใน Timothy R. Frankenberger, p. 92.

4) ความมั่นคงทางอาหารในชุมชนของสหรัฐฯ (US’s Community Food Security: CFS)

แนวคิดความมั่นคงทางอาหารของชุมชนมีจุดตั้งต้นอย่างเป็นทางการในวรรณกรรมเรื่องความมั่นคง

ทางอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณปี 2537 เกิดจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต้องการ

ขยายแนวคิดและการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารแบบเดิมโดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำให้

คลุมถึงระดับชุมชน เพราะเชื่อว่าความมั่นคงทางอาหารของปัจเจกบุคคลและครัวเรือนมีความสัมพันธ์อย่างยิ่ง

กับบริบทแวดล้อมในชุมชน หากชุมชนมีศักยภาพและความสามารถพึ่งพาและดูแลจัดการด้านอาหารได้มากขึ้น

ก็จะแก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืนขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือเร่งด่วนจากแหล่งทุน

ภายนอกหรือความช่วยเหลือด้านอาหารจากภาครัฐตลอดเวลา (ดูตาราง 3) ปัจจุบัน แนวคิดนี้ถูกนำไป

ประยุกต์ใช้แผ่หลายในหลายร้อยองค์กรและชุมชนในทวีปอเมริกาเหนือ

12

ตาราง 3: การเปรียบเทียบระหว่างโครงการภายใต้แนวคิดการต่อต้านความอดอยากและความมั่นคงทางอาหาร

ชุมชน

ต่อต้านความอดอยาก ความมั่นคงทางอาหารชุมชน

รูปแบบ การรักษา สวัสดิการสังคม การป้องกัน การพัฒนาชุมชน

หน่วยการวิเคราะห์ ปัจเจกบุคคล/ ครัวเรือน ชุมชน

กรอบระยะเวลา ระยะสั้น ระยะยาว

เป้าหมาย ลดต้นทุนทางสังคม สุขภาพบุคคล

ความเป็นธรรมทางสังคม

สร้างทรัพยากรชุมชน “เมืองแห่ง

สุขภาพ” การเสริมสร้างอำ นาจ

ปัจเจกบุคคล

ระบบของช่องทาง อาหารฉุกเฉิน โครงการอาหารของ

มลรัฐ

ตลาด การผลิตของตนเอง อาหาร

ท้องถิ่น/ภูมิภาค

ตัวแสดง USDA, HHS, หน่วยงานบริการ

สังคม สถาบันการสงเคราะห์

องค์กรชุมชน หุ้นส่วนหลายภาค

ส่วน

ความสัมพันธ์กับการเกษตร สินค้า อาหารราคาถูก สนับสนุนเกษตรกรรมท้องถิ่น

ราคาเป็นธรรมสำหรับเกษตรกร

นโยบาย รักษาฐานอาหาร การวางแผนชุมชน

ที่มา: Winne et al. 2000, p.5. Cited in Anne C. Bellows and Michael W. Hamm, 2002.

แนวคิดความมั่นคงทางอาหารของชุมชนมีผู้นิยามไว้หลากหลาย โดยกว้างๆอาจนิยามได้ว่า คือ “การที่

คนทุกคนได้รับอาหารเพียงพอ มีโภชนาการ และเป็นที่ยอมรับในทางวัฒนธรรมตลอดเวลา จากแหล่งอาหารใน

ท้องถิ่นที่ไม่ใช่จากความช่วยเหลือฉุกเฉิน” 15 คำนิยามอื่นๆอาจบรรจุมิติด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารอยู่ด้วย

เช่น หมายถึง “สภาพที่คนในชุมชนทุกคนได้รับอาหารเพียงพอ มีโภชนาการ เป็นที่ยอมรับในทางวัฒนธรรม

และปลอดภัย ผ่านระบบอาหารทียั่งยืน ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง สร้างความเป็นธรรมทางสังคม

และส่งเสริมการตัดสินใจแบบประชาธิปไตยมากที่สุด”16 ตามความหมายนี้ องค์ประกอบที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ

• ความยั่งยืน หมายถึง การผลิตอาหารที่ยั่งยืน ลดใช้พลังงานฟอสซิล และสร้างตลาดระหว่าง

ผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรงเพื่อลดระยะทางขนส่งอาหาร

15 “All persons obtaining, at all times, a culturally acceptable, nutritionally adequate diet through local, non-emergency sources”

(Fisher and Gottlieb 1995. p. 2 อ้างใน Anne C. Bellows and Michael W. Hamm, 2002)

16 Community food security is a “condition in which all community residents obtain a safe, culturally acceptable, nutritionally

adequate diet through a sustainable food system that maximizes community self-reliance, social justice, and democratic

decision-making.” (Hamm and Bellows, 2002 อ้างใน in Mark Winne, n.d.)

13

• ความเป็นธรรมทางสังคม หมายถึง การหยุดยั้งความไม่เป็นธรรมด้านอาหารที่ดำรงอยู่ในสังคมที่

ร่ำรวยอย่างสหรัฐฯ และยังรวมถึงในการที่บุคคลที่เกี่ยวข้องอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ไม่ว่าจะเป็น

แรงงานรับจ้าง เกษตรกร ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

• การตัดสินใจแบบประชาธิปไตย หมายถึง คนที่เกี่ยวข้องในระบบอาหารมีสิทธิมีเสียงในการ

ตัดสินใจที่จะกระทบกับความพอเพียง ต้นทุน ราคา คุณภาพ และคุณสมบัติของอาหาร

แต่ไม่ว่าจะเป็นคำนิยามใด สาระสำคัญของความมั่นคงทางอาหารชุมชนภายใต้บริบทของสหรัฐฯ คือ

การเน้นแก้ไขปัญหาอาหารที่ “ระบบอาหารท้องถิ่น” โดยพิจารณาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่สภาพ

การผลิตทางการเกษตร ช่องทางการจัดจำหน่ายอาหาร สภาพการคมนาคมขนส่งอาหาร การให้การศึกษาด้าน

อาหาร รวมถึงการมีส่วนร่วมระหว่างบุคคลในท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การประเมินความมั่นคงทาง

อาหารชุมชนภายใต้บริบทชุมชนในสหรัฐฯ (ซึ่งอาจจะมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างจากชุมชนในประเทศ

อื่นๆ) จะใช้ตัวแปรที่ค่อนข้างกว้าง เช่น จำนวนร้านค้าปลีกที่จำหน่ายอาหารสุขภาพหรืออยู่ใกล้ชุมชนรายได้ต่ำ

ระบบขนส่งสาธารณะและการเชื่อมต่อร้านอาหารหรือตลาดเกษตรกรที่มีอาหารคุณภาพและราคาพอเหมาะเข้า

กับชุมชนที่มีรายได้ต่ำ ช่องทางการจัดจำหน่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ปัญหาสุขภาพของคนใน

ชุมชน (เช่น เบาหวาน อัตราการตายทารก สัดส่วนเด็กทารกที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์) เวลาในโรงเรียนที่ให้

การศึกษาด้านโภชนาการ อายุเฉลี่ยของชาวนา การสูญเสียที่ดิน สภาพการณ์ของภาคเกษตร การทำการเกษตร

ยั่งยืน และพื้นที่ทางนโยบายและโครงการที่เกี่ยวข้อง (เช่น สภานโยบายอาหาร ขนาดของโครงการความ

ช่วยเหลือฉุกเฉินด้านอาหารเทียบกับความต้องการ)17

5) สิทธิทางอาหาร (Right to food)

สิทธิทางอาหารเป็นแนวคิดที่มีรากฐานจากกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน โดยปรากฎอยู่

กฎหมายหลายฉบับ เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเศรษฐกิจ สังคม

และวัฒนธรรม (ICESCR) เป็นต้น คณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้กำหนด

ความหมายของสิทธิอาหารว่าคือ “สิทธิของทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ไม่ว่าโดยลำพังหรือร่วมกับผู้อื่นในชุมชนใน

การเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอหรือมีวิธีการสำหรับจัดซื้ออาหารที่สอดคล้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

ตลอดเวลาทั้งในทางกายภาพและในทางเศรษฐกิจ”18 องค์ประกอบสำคัญของสิทธิทางอาหาร19 ได้แก่

• การมีอาหารเพียงพอต่อความต้องการ (adequacy) ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ปราศจากสารที่

เป็นอันตราย และสอดคล้องกับวัฒนธรรมการบริโภค

17 Mark Winne, n.d., p. 3.

18 “The right of every man, woman and child alone and in community with others to have physical and economic access at all

times to adequate food or means for its procurement in ways consistent with human dignity.” (Jean Ziegler, n.d.)

19 ทศพล ทรรศนกุลพันธ์, 2549, หน้า 26-27.

14

• การมีอาหารอย่างยั่งยืน (sustainability) คือ การมีอาหารเพียงพอต่อความต้องการของคนรุ่นนี้

และคนในอนาคต รวมทั้งสามารถเข้าถึงและจัดหาอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการในระยะ

ยาวได้

• จัดให้มีอาหารอย่างเพียงพอ (availability) คือ สามารถเลี้ยงดูตนเองโดยตรงจาก

ทรัพยากรธรรมชาติทางการเกษตร หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ หรือจัดให้มีอาหารเพียงพอ

ผ่านระบบการแจกจ่าย การแปรรูป และการตลาดมีระบบเหมาะสม

• ปัจเจกชนเข้าถึงอาหารได้ (accessibility) ในลักษณะที่ยั่งยืนและไม่แทรกแซงสิทธิมนุษยชนอื่นๆ

ที่พึงมีพึงได้

สิทธิทางอาหารนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และจำเป็นจะต้องมีเพื่อบรรลุสิทธิ

มนุษยชนด้านอื่นๆ ตามแนวคิดนี้ รัฐแต่ละประเทศจึงมีหน้าที่ที่จะต้องเคารพ ปกป้องและเติมเต็มสิทธิด้าน

อาหารของประชาชนโดยการดำเนินการเองภายในหรือร่วมมือกับต่างประเทศโดยผ่านมาตรการที่สำคัญ คือ

มาตรการทางกฎหมาย

6) อธิปไตยทางอาหาร (Food sovereignty)

อธิปไตยทางอาหาร มีจุดกำเนิดที่ต่างจากความมั่นคงทางอาหาร เพราะในขณะที่ความมั่นคงทางอาหาร

เกิดจากปัญหาการขาดแคลนอาหารและการเข้าไม่ถึงอาหารเป็นสำคัญ ซึ่งวิธีการแก้ไขอาจหมายถึงการส่งเสริม

ผลิตภาพหรือการนำเข้าอาหารราคาถูกจากต่างประเทศ แต่อธิปไตยทางอาหารเกิดมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ

การเมืองของชาวนาเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาและการค้าเสรี ทำให้รายละเอียด

ว่าด้วยใครคือผู้ผลิตอาหาร แหล่งที่มาของอาหารและกระบวนการผลิตอาหารกลายเป็นประเด็นสำคัญไม่ยิ่ง

หย่อนไปกว่ามิติความมั่นคงทางอาหารที่รับรู้กันโดยทั่วไป

แนวคิดอธิปไตยทางอาหารถูกนำเสนอขึ้นครั้งแรกในการประชุมสุดยอดอาหารโลกปี 2539 โดย

ขบวนการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและรายกลาง (Via Campesina) ความหมายของ

อธิปไตยทางอาหารที่ใช้กันโดยทั่วไป หมายถึง “สิทธิของประชาชนที่จะกำหนดนโยบายเกษตรและอาหารของ

ตนเอง ที่จะปกป้องและควบคุมการค้าและการผลิตทางการเกษตรภายในประเทศเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการ

พัฒนาที่ยั่งยืน ที่จะกำหนดขอบเขตที่พวกเขาต้องการพึ่งพาตนเอง ที่จะจำกัดการทุ่มตลาด และที่จะให้ชุมชน

ประมงท้องถิ่นได้รับความสำคัญในการจัดการการใช้และสิทธิต่อทรัพยากร”20 หลักการที่สำคัญของอธิปไตย

ทางอาหารมี 7 ข้อคือ21

20 “Food sovereignty is the right of peoples to define their own food and agriculture policies; to protect and regulate domestic

agricultural production and trade in order to achieve sustainable development objectives; to determine the extent to which they

want to be self reliant; to restrict the dumping of products in their markets, and; to provide local fisheries-based communities

the priority in managing the use of and the rights to aquatic resources”. (Via Campesina et al. 2007.)

21 Via Campesinas, 1996.

15

• อาหารคือสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ทุกคนต้องเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีโภชนาการและยอมรับ

ได้ในทางวัฒนธรรมในปริมาณและคุณภาพที่เพียงพอที่จะดำรงไว้ซึ่งชีวิตที่มีสุขภาวะอย่างเต็ม

ศักดิ์ศรีมนุษย์

• การปฏิรูปการเกษตรโดยการปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรโดยเฉพาะที่ไร้ที่ดินและเกษตรกร

ผู้หญิงเป็นเจ้าของที่ดินของตนเองในการทำการเกษตร

• ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะที่ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์และปศุสัตว์

• จัดระบบการค้าใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศและสร้าง

ความพอเพียงเป็นอันดับแรก

• ยุติโลกาภิวัตน์ของความอดอยาก อันเกิดมาจากการผูกขาดของบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งได้รับการ

สนับสนุนโดยนโยบายทางเศรษฐกิจการค้าเสรี จะต้องมีการควบคุมและเก็บภาษีการเก็งกำไร

และบรรษัทจะต้องมีมาตรฐานความประพฤติ

• สันติภาพทางสังคม โดยจะต้องไม่ใช้อาหารเป็นเครื่องมือของความรุนแรง ยุติความยากจนและ

การทำให้คนเล็กคนน้อยกลายเป็นคนชายขอบ

• การควบคุมทางประชาธิปไตย โดยเกษตรกรรายย่อยต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทุก

ระดับ

ดังนั้น การสร้างเสริมอธิปไตยทางอาหารจึงมีความหมายถึงการมีกรอบนโยบายในประเทศและ

ระหว่างประเทศที่ส่งเสริมและสนับสนุนหลักการข้างต้น

7) ความมั่นคงทางอาหารในมิติวัฒนธรรม

วัฒนธรรมกับอาหารมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม งานศึกษาความมั่นคงทางอาหาร

จากมุมมองด้านวัฒนธรรมยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย ตัวอย่างดัชนีด้านวัฒนธรรมในที่นี้นำมาจากข้อเสนอของ

ขบวนการชนพื้นเมือง (Indigenous people) ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดว่าด้วยดัชนีทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน

ที่เชื่อมร้อยฐานทรัพยากรทางอาหารเข้ากับของความมั่นคงทางอาหารรวมถึงวิถีชีวิตของตน ดัชนีด้าน

วัฒนธรรมนี้ได้นำเสนอในการประชุมปรึกษาหารือระดับโลกครั้งที่ 2 ว่าด้วยสิทธิอาหารและความมั่นคงทาง

อาหารของคนพื้นเมือง ที่ประเทศนิคารากัวในปี 2549 ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีวัฒนธรรมของกลุ่มชนพื้นเมือง (ซึ่งอันที่จริงน่าจะหมายถึงกรอบความคิดด้านวัฒนธรรมของความมั่นคง

ทางอาหารมากกว่า) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก (ดูตาราง 4) ในแต่ละองค์ประกอบได้แยกย่อยออกเป็น

ดัชนีอีก 3 ประเภท ได้แก่ ดัชนีเชิงโครงสร้าง เชิงกระบวนการ และเชิงผลลัพธ์ ซึ่งจะระบุรายละเอียดดัชนีย่อยๆ

ที่ใช้ประเมินความมั่นคงทางอาหารในมิติวัฒนธรรม

16

ตาราง 4: ความมั่นคงทางอาหารและดัชนีทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนพื้นเมือง

องค์ประกอบ ดัชนีเชิงโครงสร้าง ดัชนีเชิงกระบวนการ ดัชนีเชิงผลลัพธ์

1. การเข้าถึง ความมั่นคง

และศักดิ์ศรีของผืนดิน

ข อ บ เ ข ต แ ด น

ท รัพ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และ

พื้นที่ทางพิธีกรรมที่ใช้ใน

การผลิตอาหาร การเก็บ

เ กี่ย ว แ ล ะ /ห รือ ก า ร

ร ว บ ร ว ม อ า ห า ร แ บ บ

ดั้งเดิม และที่ใช้เพื่อ

วัต ถุป ร ะ ส ง ค์ท า ง

วัฒนธรรมและพิธีกรรม

เช่น จำนวนบทกฎหมาย

น โ ย บ า ย โ ค ร ง ก า ร

มาตรการต่างๆที่มีอยู่เพื่อ

ปักปันเขตแดน ให้การ

ยอมรับทางกฎหมาย การ

จัดการ ปกป้อ ง และ

อนุรักษ์ผืนดิน เขตแดน

ทรัพยากรยังชีพ พื้นที่

ประกอบพิธีกรรมและ

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชน

พื้นเมืองใช้กันมาตั้งแต่

ดั้งเดิม

เช่น จำนวนบทกฎหมาย

น โ ย บ า ย โ ค ร ง ก า ร

มาตรการต่างๆที่บังคับใช้

อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อ

ปักปันเขตแดน ให้การ

ยอมรับทางกฎหมาย การ

จัดการ ปกป้อ ง และ

อนุรักษ์ผืนดิน เขตแดน

ทรัพยากรยังชีพ พื้นที่

ประกอบพิธีกรรมและ

สถานที่

เ ช่น สัด ส่ว น ที่ดิน

ทรัพยากรยังชีพ สถานที่

ศัก ดิ์สิท ธิ์ แ ล ะ พื้น ที่

ประกอบพิธีกรรมที่ชน

พื้นเมืองใช้กันมาตั้งแต่

ดั้งเดิมเพื่อการยังชีพ และ

ผลิตอาหาร โดยที่ชน

พื้น เ มือ ง ยัง ส า ม า ร ถ

ควบคุม เข้าถึง มีการ

กำหนดเขตแดนอย่างเป็น

ทางการ หรือได้รับการ

ยอมรับในปัจจุบันเทียบ

กับในอดีต

2. ความอุดมสมบูรณ์

การขาดแคลน และ/หรือ

ภัยคุกคามต่อเมล็ดพันธ์

พื้นบ้าน อาหารและยา

จากพืช และสัตว์ที่เป็น

อาหาร รวมถึงการปฏิบัติ

ทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์

กับการปกป้องและความ

อยู่รอดของสิ่งเหล่านี้

เช่น จำนวนโครงการที่

ริเริ่มหรือนำโดยชุมชน

หรือความริเริ่มอื่นที่ให้

การศึกษาเกี่ยวกับภัย

คุกคามในปัจจุบันที่มีต่อ

การยังชีพพอเพียงและ

ทรัพยากร (เช่น การ

ปนเปื้อนสารเคมี ภาษา

ช น พื้น เ มือ ง ก า ร ใ ช้

ทรัพยากรชีวภาพในทางที่

ผิด ก า ร ดัด แ ป ล ง

พันธุกรรม เป็นต้น)

เช่น จำนวนงานศึกษาที่

ริเ ริ่ม โ ด ย ชุม ช น ห รือ

องค์กรภายนอก เพื่อ

เปรียบเทียบการเข้าถึง

อาหารดั้งเดิม ความอุดม

สมบูรณ์หรือความขาด

แ ค ล น แ ล ะ โ ร ค ที่

เกี่ยวข้องกับอาหาร (เช่น

เบาหวาน ทุพโภชนาการ

อัตราการตายของเด็ก

ความเจ็บป่วยทางกาย จิต

และสังคม เป็นต้น)

เช่น จำ นวนทรัพยากร

อาหารเพื่อการยังชีพแบบ

ดั้งเดิม ทั้งพืชและสัตว์

ร ว ม ถึง แ ห ล่ง ที่ม า ที่

ส ม บูร ณ์ ส ะ อ า ด มี

คุณ ภ า พ ป ล อ ด ก า ร

ปนเปื้อน เมื่อเปรียบเทียบ

กับสัดส่วนพืชและสัตว์

เพื่อการยังชีพที่ปนเปื้อน

สารพิษ หรือมีจำ นวน

ลดลง

3. การใช้และการถ่ายโอน

วิธีการ ความรู้ ภาษา

พิธีกรรม การเต้นรำ การ

ส ว ด ม น ต์ ก า ร เ ล่า

ประวัติศาสตร์ เรื่องราว

และเพลงที่เกี่ยวข้องกับ

อาหารดั้งเดิม และการ

ปฏิบัติอย่างพอเพียง และ

เ ช่น จำ น ว น ส ถ า บัน

ดั้งเดิม หรือกลไกอื่นๆที่มี

อยู่ซึ่งถ่ายโอนความรู้

ดั้ง เ ดิม ภ า ษ า แ ล ะ

วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ

การผลิต การใช้ การ

ปกป้อง การเตรียม และ

ความอุดมสมบูรณ์ของ

เ ช่น จำ น ว น เ ย า ว ช น

ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และ

สมาชิกอื่นในชุมชนที่

เ กี่ย ว ข้อ ง แ ล ะ ไ ด้รับ

ประโยชน์จากโครงการ

เหล่านี้ในการบันทึกและ

ถ่ายโอนความรู้ดั้งเดิม

ด้านอาหารและการยังชีพ

เ ช่น สัด ส่ว น ชุม ช น

ครัวเรือนที่กินอาหาร

ดั้งเดิมเป็นประจำเทียบ

กับในอดีต หรือสัดส่วน

ของอาหารครัวเรือนที่

เป็นอาหารดั้งเดิมเทียบ

กับอาหารดัดแปลงต่างๆ

ร ว ม ถึง อ า ห า ร นำ เ ข้า

17

องค์ประกอบ ดัชนีเชิงโครงสร้าง ดัชนีเชิงกระบวนการ ดัชนีเชิงผลลัพธ์

การสืบทอดการใช้อาหาร

ดั้งเดิมในมื้อประจำ วัน

รวมถึงพิธีกรร มหรือ

วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง

อาหาร อาหารแปรรูป และอาหาร

จากการตัดแต่งพันธุกรรม

4. ศักยภาพของชน

พื้นเมืองในการปรับตัว

ยืดหยุ่นและ/ หรือฟื้นฟู

ก า ร ใ ช้แ ล ะ ก า ร ผ ลิต

อ า ห า ร ดั้ง เ ดิม เ พื่อ

ตอบสนองต่อเงื่อนไขที่

เปลี่ยนไป ซึ่งรวมถึงการ

ย้ายถิ่น การพลัดถิ่น การ

พัฒ น า เ มือ ง แ ล ะ ก า ร

เ ป ลี่ย น แ ป ล ง ท า ง

สิ่งแวดล้อม

เช่น จำ นวนชุมชนที่มี

โครงการฟื้นฟูแหล่ง

อาหารที่ถูกคุกคามหรือ

สูญเสียไป การปฏิบัติและ

ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง

รวมถึงการปรับตัวต่อ

สภาพแวดล้อม การเมือง

วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

ที่เปลี่ยนไป

เช่น การมีส่วนร่วมของ

ชุมชนในการถกเถียง

อภิปรายและตัดสินใจว่า

ด้วยความต้องการที่จะ

ปรับวิธีประเพณีดั้งเดิม

และแหล่งอาหารให้เข้า

กับ เ งื่อ น ไ ข บ ริบ ท ที่

เ ป ลี่ย น ไ ป ร ว ม ถึง

บทบาทของผู้สูงอายุ

เ ย า ว ช น ผู้นำ ท า ง

วัฒนธรรม ผู้หญิงและผู้

ปฏิบัติตามแนวทางดั้งเดิม

เช่น สัดส่วนของชุมชน

พื้นเมืองซึ่งยังคงใช้และ

ผลิตอาหารดั้งเดิมในเขต

แ ด น ข อ ง ต น

ขณะเดียวกันก็ปรับตัวให้

เ ข้ า กั บ เ งื่ อ น ไ ข

ส ภ า พ แ ว ด ล้อ ม ที่

เปลี่ยนไป

5. ความสามารถของชน

พื้นเมือ ง ที่จะใช้สิทธิ

รวมถึงการตัดสินชีวิต

ตนเองและให้การยินยอม

อย่างเสรีโดยได้รับการ

บอกกล่าวล่วงหน้า (free

prior informed consent)

แ ล ะ โ ค ร ง ส ร้า ง ก า ร

ปกครองตนเอง

เพื่อส่งเสริมและปกป้อง

อธิปไตยทางอาหารและ

แง่มุมด้านการพัฒนาอื่นๆ

ที่เกี่ยวข้อง

เช่น จำนวนกฎระเบียบ

หรือกฎหมายที่ผ่านการ

อนุมัติโดยหน่วยการ

ปกครองและสถาบันผู้นำ

ของชนพื้นเมือง ซึ่ง

เกี่ยวข้องกับการปกป้อง

อธิปไตยทางอาหาร ที่ดิน

ที่ใช้ผลิตอาหาร เขตแดน

และทรัพยากร

เช่น จำนวนโครงการใน

ชุม ช น พื้น เ มือ ง ซึ่ง มี

เป้าหมายบอกกล่าวหรือ

ช่วยเหลือสมาชิก ผู้นำ

และผู้ปฏิบัติในชุมชนให้

รู้จักสิทธิ กลไก และ

กระบวนการที่มีอยู่ ใน

การรักษาสิทธิของพวก

เขา หรือจำนวนผู้เข้าร่วม

โครงการเหล่านี้

เช่น จำ นวนสมาชิกใน

ชุมชนพื้นเมือง รวมถึง

ผู้นำที่เข้าใจความสัมพันธ์

ระหว่าสิทธิของพวกเขา

กับการตัดสินชะตาชีวิต

และรูปแบบการปกครอง

ตนเอ ง อ ธิปไตยทาง

อาหาร ความมั่นคงทาง

อาหร และสุขภาวะของ

ชุมชน

ที่มา: Ellen Woodley, et al. 2009, pp.16-19.

18

ส่วนที่สอง: ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร

ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร หมายถึง ชุดของปัจจัยที่ใช้วัดมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติของความ

มั่นคงทางอาหาร ที่แสดงให้เห็นถึงสถานภาพที่เป็นอยู่ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหรือผลลัพธ์ที่ได้จากมาตรการ

แทรกแซง

พัฒนาการของดัชนี

พัฒนาการที่สำคัญของการพัฒนาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารที่ผ่านมามี 3 ลักษณะ22 ได้แก่

1) จากความพอเพียงของอาหาร สู่ประเด็นการเข้าถึงอาหาร

เนื่องจากในระยะแรกที่แนวคิดความมั่นคงทางอาหารถูกมองว่าเป็นปัญหาของการขาดแคลนอุปทาน

ดัชนีที่ใช้เป็นหลักจะอยู่ในรูปของส่วนต่างระหว่างปริมาณผลผลิตอาหารและความต้องการอาหารของประชากร

ในระดับภูมิภาคหรือประเทศ หรือที่เรียกว่าตารางสมดุลอาหาร (food balance sheet) ส่วนในระดับย่อยลงไป คือ

ระดับครัวเรือนและปัจเจกจะใช้ภาวะโภชนาการเป็นดัชนีวัดความมั่นคงทางอาหารเนื่องจากความเชื่อที่ว่าการ

ขาดแคลนอาหารในระดับมหภาคจะส่งผลกระทบให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ ทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้น

มา เกิดการเฝ้าระวังโภชนาการอย่างแพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา โดยจะรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ทาง

โภชนาการของประชากรโดยใช้ข้อมูลสภาวะโภชนาการในเด็กเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อความมั่นคงทางอาหารครอบคลุมถึงประเด็นการเข้าถึงอาหารในเวลาต่อมา ดัชนีทาง

เศรษฐกิจสังคมจึงได้รับความสำคัญมากขึ้น แต่เนื่องด้วยการพัฒนาดัชนีทางเศรษฐกิจสังคมจำเป็นต้องลงทุนทั้ง

เวลา ทรัพยากรเพื่อทำความเข้าใจกับบริบทของแต่ละชุมชนเป้าหมาย ทำให้จนถึงปัจจุบันมีระบบการติดตาม

ความมั่นคงทางอาหารจำนวนน้อยที่สามารถผนวกรวมทั้งข้อมูลด้านอุปทานและการเข้าถึงไว้ด้วยกัน

2) จากการวัดภววิสัย (objective) สู่อัตวิสัย (subjective)

พัฒนาการในส่วนนี้ได้รับอิทธิพลมาจากงานศึกษาเรื่องความยากจน ซึ่งได้หันมาให้ความสำคัญกับการ

ฟังประสบการณ์ของคนจน แทนที่จะวัดจากมูลค่าที่เป็นตัวเงินแบบเดิม ดัชนีความมั่นคงทางอาหารโดยอัตวิสัย

คือ ดัชนีที่อยู่บนฐานของความรู้สึกหรือการรับรู้หรือประสบการณ์ของครัวเรือนหรือปัจเจก ซึ่งยังรวมถึงการให้

ความสำคัญกับคุณค่าและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางอาหาร

3) จากการใช้ดัชนีตัวแทน (proxy) สู่ดัชนีพื้นฐาน (fundamental)

การวัดความมั่นคงทางอาหารในงานจำนวนมากมักใช้ดัชนีตัวแทน เช่น ระดับรายได้ ปริมาณแคลอรี

ข้อมูลการบริโภค หรือทรัพย์สินที่มี เป็นต้น ซึ่งดัชนีเหล่านี้ไม่ได้เป็นมีความสัมพันธ์พื้นฐานกับระดับความ

มั่นคงทางอาหารโดยตรง แต่ถือว่ามีความสัมพันธ์สอดคล้องกับระดับความมั่นคงทางอาหาร ข้อจำกัดของการ

22 Patrick Webb et al., 2006.

19

ใช้ดัชนีตัวแทน คือ ในบางบริบทอาจจะไม่สามารถบอกความมั่นคงทางอาหารได้อย่างถูกต้อง เช่น การใช้ระดับ

รายได้ในการวัดความมั่นคงทางอาหารจะไม่สามารถให้ผลที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่ครัวเรือนปลูกพืชอาหารกิน

เอง นอกจากนี้ ดัชนีตัวแทนอาจทำให้ไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลของความไม่มั่นคงทางอาหารที่มี

อิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย เช่น ในสหรัฐฯ ความรู้สึกกังวลว่าอาหารจะไม่เพียงพอมีผลกระทบทางกายได้

ทั้งๆที่ครัวเรือนอาจจะยังไม่ได้ประสบกับการขาดแคลนอาหารจริงๆด้วยซ้ำ ดังนั้น งานศึกษาในช่วงหลังจึงได้

พยายามเจาะไปที่การศึกษาเชิงคุณภาพ และพัฒนาดัชนีพื้นฐานมากขึ้น

แต่โดยสรุปแล้ว แม้ว่าดัชนีจะมีพัฒนาการไปใน 3 ทิศทางข้างต้นที่สามารถสะท้อนความมั่นคงทาง

อาหารได้ดียิ่งขึ้น ถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีดัชนีตัวใดที่สมบูรณ์แบบซึ่งสามารถครอบคลุมมิติของความมั่นคงทาง

อาหารได้อย่างครบถ้วน23 ในทางปฏิบัติ จึงอาจพบว่าหลายหน่วยงานหรือองค์กรอาจเลือกใช้ดัชนีเพียงตัวใดตัว

หนึ่งหรือหลายตัวประกอบกันขึ้นอยู่กับแนวคิดความมั่นคงทางอาหารที่ใช้ เป้าหมาย วัตถุประสงค์และเงื่อนไข

ทางทรัพยากรของแต่ละหน่วยงาน หน้าที่ของดัชนีอาจแบ่งออกได้เป็น 4 อย่าง คือ

• การคาดการณ์หรือเฝ้าระวังวิกฤตด้านอาหาร (early warning)

• การค้นหาสาเหตุการไม่เข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ (assessment)

• การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อจัดสรรทรัพยากร (targeting)

• การติดตามประเมินผลกระทบจากโครงการความช่วยเหลือหรือการแทรกแซงต่างๆ (monitoring

or evaluation)

ประเภทดัชนี

โดยทั่วไป ดัชนีความมั่นคงทางอาหารสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ หนึ่ง ดัชนีกระบวนการ

ซึ่งวัดปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอุปทานอาหารและการเข้าถึงอาหาร และ สอง ดัชนีผลลัพธ์ ซึ่งวัดความมั่นคง

ทางอาหารจากมุมมองของการบริโภคอาหาร เช่น ปริมาณแคลอรี การรับรู้ของครัวเรือน และความหลากหลาย

ของอาหารที่กิน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้แนวคิด “สิทธิอาหาร” จะมีการแบ่งประเภทดัชนีเป็นดัชนี

โครงสร้างอยู่ด้วย ดังนั้น ในที่นี้จึงขอแบ่งประเภทดัชนีออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ดัชนีกระบวนการ ดัชนี

ผลลัพธ์ และดัชนีโครงสร้าง

2.1 ดัชนีกระบวนการ (process indicator)

เป็นดัชนีที่แสดงความมั่นคงทางอาหารในมิติของอุปทานอาหาร (food supply) และการเข้าถึง (access)

ในพื้นที่หนึ่งๆ ประกอบด้วยการศึกษาปัจจัยทางสภาพอากาศ เศรษฐกิจและสังคมต่างๆที่จะส่งผลกระทบหรือ

เกี่ยวข้องกับอุปทานและการเข้าถึงอาหาร โดยทั่วไป มักพบดัชนีกระบวนการแบบใดแบบหนึ่งในระบบการ

ประเมินผลหรือระบบติดตามความมั่นคงทางอาหารที่ใช้กันอยู่

23 Daniel Maxwell et al., 1999.

20

1) สถานการณ์อุปทานอาหาร (food supply)

ดัชนีที่แสดงสถานการณ์อุปทานอาหารมีอยู่หลายตัว เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ (เช่น ปริมาณน้ำฝน)

สภาพและการเข้าถึงทรัพยากรส่วนรวม สถานการณ์การผลิตทางการเกษตร ดุลอาหาร (food balance sheet) การ

จัดการแมลงและศัตรูพืช โครงสร้างตลาดและการสนับสนุนเชิงสถาบันอื่นๆ (เช่น จำนวนตลาดหรือจำนวน

ร้านค้าในท้องถิ่น ระยะทางใกล้ไกลจากแหล่งอาหาร สภาพถนนหนทาง และการเข้าถึงโครงการช่วยเหลือต่างๆ

ของรัฐ เป็นต้น) รวมถึง ความขัดแย้งในพื้นที่และสงคราม

ข้อดี สามารถให้ภาพแนวโน้มในระดับมหภาคได้ รวมทั้งเป็นข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมโดยหน่วยงาน

ต่างๆ อยู่แล้ว

ข้อเสีย ข้อมูลมักอยู่ในรูปข้อมูลมหภาค ทำให้ยากแก่การค้นหากลุ่มประชากรหรือพื้นที่เสี่ยง

2) ดัชนีรายได้ (Income indicators)

ดัชนีรายได้ เป็นดัชนีที่สะท้อนถึงการเข้าถึงอาหารโดยเฉพาะในหมู่คนที่ไม่สามารถผลิตอาหารเองและ

ต้องซื้อกินเป็นหลัก การวัดทางตรง ทำได้โดยนำรายได้จากทุกแหล่งของครัวเรือนมารวมกัน แต่การวัดทางตรง

อาจต้องใช้เวลามากและได้ข้อมูลรายได้ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ดังนั้นจึงมีการใช้ตัวแปรแทนหรือวัดทางอ้อม

แทน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่า และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลต่ำกว่า24 เช่น การเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่สำคัญ

เช่น ที่ดินและสินค้าฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครัวเรือน จำนวนแหล่งที่มาของรายได้ จำนวนคนที่อยู่ในวัย

ทำงานของครัวเรือน ประเภทวัสดุที่ใช้สร้างบ้าน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของครัวเรือน เป็นต้น

3) ยุทธศาสตร์การปรับตัวของครัวเรือน (coping strategy indicators)

ดัชนีนี้ต่างจากดัชนีตัวอื่นๆ เนื่องจากอยู่บนพื้นฐานแนวคิด “ความไม่มั่นคงทางอาหาร” มากกว่า “ความ

มั่นคงทางอาหาร” ซึ่งจะให้ความสำคัญกับ “ความเปราะบาง” และ “ความสามารถในการจัดการกับความเสี่ยงที่

เกิดขึ้น” ของครัวเรือน ความเปราะบางต่อความไม่มั่นคงทางอาหารของครัวเรือนจะแตกต่างกันเพียงไรสามารถ

พิจารณาจากยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาของครัวเรือน/ปัจเจก (coping strategies) ในแต่ละช่วงเวลาเมื่อเกิดภัยพิบัติ

หรือปัจจัยความเสี่ยงต่างๆที่นำมาสู่สถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหาร หากครัวเรือนประสบสถานการณ์ทาง

อาหารที่เลวร้ายมากขึ้น รูปแบบของการปรับตัวจะมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ย้อนกลับไปเป็นแบบเดิมได้

น้อยลง (less reversible)

ข้อดี เหมาะกับบริบทในแต่ละท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับประเด็นความเปราะบาง ใช้เวลาเก็บข้อมูล

น้อย คำถามเป็นที่เข้าใจได้ง่าย

ข้อเสีย การปรับตัวโดยวิธีเดียวกันในความเข้าใจแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ทำให้มีปัญหาในการ

เปรียบเทียบข้ามครัวเรือน ชุมชนหรือบริบท (เช่น ระหว่างครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน)

เนื่องจากพฤติกรรมบางอย่างในแต่ละพื้นที่อาจมีความหมายแตกต่างกัน

24 Frank Riely, 1999, p.44.

21

2.2 ดัชนีผลได้จากการบริโภค (outcome indicators)

ดัชนีชี้วัดจำนวนมากใช้ผลได้จากการบริโภคเป็นตัวแปรแทนในการวัดความมั่นคงทางอาหารของ

ปัจเจกหรือครัวเรือน การวัดผลได้จากการบริโภคสามารถวัดได้หลายทาง ได้แก่

1) การรับรู้ของครัวเรือน (perception)

การสอบถามครัวเรือนเรื่องความมั่นคงทางอาหารสามารถเปิดเผยให้เห็นถึงแง่มุมทางการยอมรับทาง

วัฒนธรรมในอาหารที่ครัวเรือนบริโภค รวมถึงปัญหาการขาดแคลนและการเข้าถึงอาหารในบางช่วงเวลาของปี

ข้อเสีย ครัวเรือนอาจไม่ตอบตามความรู้สึกหรือการรับรู้ที่แท้จริง เพราะต้องการความช่วยเหลือ

บางอย่างจากผู้สัมภาษณ์

2) รายจ่ายหรืองบประมาณด้านอาหารของครัวเรือน

การวัดรายจ่ายด้านอาหารของครัวเรือนสามารถบ่งบอกถึงความสามารถและความเสี่ยงในทางเศรษฐกิจ

ของครัวเรือนในการดูแลความมั่นคงทางอาหารของตนเอง ครัวเรือนได้ที่มีรายจ่ายด้านอาหารคิดเป็นสัดส่วนต่อ

รายจ่ายทั้งหมดจำนวนมากย่อมมีความเสี่ยงหรือเปราะบางต่อความไม่มั่นคงทางอาหารมาก นอกจากนี้ รายจ่าย

ด้านอาหารยังสามารถนำมาแปลงเป็นข้อมูลพลังงานแคลอรีได้อีก

ข้อเสียคือ ไม่ได้นับรวมถึงอาหารที่ครัวเรือนผลิตหรือเก็บเองจากธรรมชาติ การเก็บข้อมูลยุ่งยากและ

ใช้เวลา

3) ปริมาณพลังงานจากอาหาร

3.1) การวัดพลังงานจากอาหารที่ปัจเจกบุคคลบริโภค

การวัดพลังงานในระดับบุคคลจะวัดจากประเภทและปริมาณอาหารทั้งหมดที่บริโภคเข้าไป (รวมถึง

ขนมขบเคี้ยว) ในแต่ละวันทั้งที่บริโภคภายในครัวเรือนหรือซื้อหาจากนอกครัวเรือนเป็นระยะเวลาประมาณ 7 วัน

ติดต่อกัน เพื่อรวมปัจจัยความเบี่ยงเบนในแต่ละวันที่เกิดขึ้น การวัดอาจทำได้ทั้งโดยการสังเกตและจากการ

สัมภาษณ์จากความทรงจำ จากนั้นปริมาณอาหารที่บริโภคจะถูกแปลงเป็นปริมาณพลังงานแคลอรีตามสูตรการ

คำนวณ การวัดความมั่นคงทางอาหารก็จะนำตัวเลขพลังงานแคลอรีที่คำนวณได้มาเทียบกับค่าตัวเลขความ

ต้องการอาหารขั้นต่ำมาตรฐาน

ข้อดี ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องในแง่สารอาหารหรือโภชนาการที่แต่ละบุคคลได้รับ ทำให้สามารถ

ทราบความแตกต่างภาวะโภชนาการที่อาจจะแตกต่างกันในครัวเรือน

ข้อเสีย ต้องเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลานาน อาศัยทักษะในการเก็บข้อมูลสูง และต้องมีการตรวจสอบ

ข้อมูลที่ได้อย่างรอบคอบก่อนที่จะนำมาใช้

22

3.2) การวัดพลังงานจากอาหารที่เตรียมเพื่อบริโภคในครัวเรือน

วิธีนี้วัดพลังงานจากปริมาณอาหารที่ผ่านการปรุงหรือแปรรูปซึ่งครัวเรือนเตรียมไว้สำหรับการบริโภค

ภายในระยะเวลาหนึ่งๆ ซึ่งโดยมากจะเป็น 1-2 สัปดาห์ โดยเก็บข้อมูลจากการสอบถามผู้รับผิดชอบดูแลอาหาร

ในครัวเรือน จะมีการแยกอย่างชัดเจนระหว่างปริมาณอาหารที่ซื้อ ปริมาณอาหารที่เตรียมเพื่อการบริโภค และ

ปริมาณอาหารที่เสริฟจริง ส่วนมาก การเก็บข้อมูลจะได้หน่วยวัดปริมาณอาหารที่อยู่ในรูปหน่วยวัดท้องถิ่น เช่น

กระป๋อง หม้อ ถุง ดังนั้น จึงต้องแปลงหน่วยเหล่านั้นให้อยู่ในรูปหน่วยวัดมาตรฐาน เช่น กิโลกรัม แล้วหักลบ

ปริมาณอาหารที่สูญเสียไปจากการปรุงหรือกระบวนการแปรรูป หลังจากนั้นจึงแปลงให้อยู่ในรูปของพลังงาน

แคลอรี

ข้อดี ใช้เวลาเก็บข้อมูลน้อย คือ ประมาณ 30 นาทีต่อครัวเรือน และใช้ทักษะในการเก็บข้อมูลน้อยกว่า

เมื่อเทียบกับการวัดจากปริมาณอาหารที่บริโภคในระดับปัจเจก

ข้อเสีย ความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จะน้อยกว่าข้อมูลจากการบริโภคจริงๆ การเก็บข้อมูลจากความทรง

จำเรื่องการเตรียมอาหารในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีข้อผิดพลาดได้ง่าย ข้อมูลที่ได้จะไม่นับรวมถึงการ

บริโภคอาหารนอกครัวเรือนและไม่แยกความต่างของการบริโภคระหว่างบุคคลในครัวเรือน

4) ความหลากหลายของอาหาร (Dietary diversity)

ความหลากหลายของอาหารเป็นดัชนีหนึ่งที่มีงานศึกษารองรับค่อนข้างมาก และพบว่ามีความสัมพันธ์

กับปริมาณแคลอรีการบริโภคต่อหัวและปริมาณแคลอรี่ที่ครัวเรือนมีไว้สำหรับการบริโภคทั้งในเขตชนบทและ

เขตเมือง ทั้งในครัวเรือนฐานะปานกลางและยากจน25 สามารถนำมาใช้เป็นตัวแปรแทนของคุณภาพอาหารที่

ครัวเรือนบริโภคได้ ความหลากหลายของอาหารในช่วงเวลาหนึ่งๆยังบ่งบอกถึงความสัมพันธ์กับระดับรายได้ที่

เพิ่มขึ้นหรือลดลง และเป็นการส่งสัญญาณถึงความเปราะบางของกลุ่มประชากรเมื่อจำนวนความหลากหลายของ

อาหารที่บริโภคเริ่มลดลง

ความหลากหลายของอาหารพิจารณาจากจำนวนประเภทอาหารหรือกลุ่มอาหารที่ครัวเรือนรับประทาน

ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การเก็บข้อมูลทำโดยให้สมาชิกในครัวเรือนหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นระบุประเภทหรือ

ชนิดอาหารที่ครัวเรือนรับประทาน และความถี่ในการรับประทานจากรายการอาหารที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ยิ่งรายการอาหารที่เตรียมไว้มีเยอะเป็นจำนวน 100-200 รายการจะทำให้การแยกกลุ่ม

ระหว่างครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกันทำได้ดีขึ้น

ข้อดี การเก็บข้อมูลความหลากหลายอาหารทำได้ง่ายกว่าการเก็บข้อมูลแคลอรี ใช้เวลาน้อยเพียง 10

นาทีต่อการสอบถามต่อครั้ง และคำถามคำตอบก็ตรงไปตรงมา ไม่เสียเวลาตีความ มีต้นทุนเก็บข้อมูลต่ำ

ข้อเสีย ไม่ได้พิจารณาในแง่ปริมาณอาหารที่บริโภค และความหลากหลายของอาหารในแต่ละพื้นอาจมี

ความหมายแตกต่างกันไป

25 ดู John Hoddinott and Yisehac Yohannes, 2002.

23

5) ความถี่ในการบริโภคอาหาร

เป็นการวัดความถี่ในการบริโภคอาหารจำนวนหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในอาหารแต่ละมื้อในช่วง

ระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เช่น ถามถึงจำนวนมื้ออาหารที่บริโภคต่อวัน จำนวนมื้ออาหารที่ประกอบไปด้วย

เนื้อสัตว์ เป็นต้น วิธีนี้ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูล ทำให้รับทราบความแตกต่างในความถี่ของการ

บริโภคของแต่ละครัวเรือน

6) ปริมาณการสำรองอาหาร

ปริมาณการสำรองอาหารหมายถึงการสำรองอาหารในช่วงปีที่ผ่านมาหรือในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง

ที่ครัวเรือนอาจจะมีความเปราะบางต่อความไม่มั่นคงทางอาหารเป็นพิเศษ เช่น ช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว

2.3 ดัชนีเชิงโครงสร้าง (Structural indicators)

ดัชนีเชิงโครงสร้างแสดงถึงโครงสร้างทางสถาบันหรือทางกฎหมายต่างๆที่ดำรงอยู่ซึ่งให้หลักประกัน

กับความมั่นคงทางอาหาร สถาบันเหล่านี้รวมถึงรัฐธรรมนูญ กฎหมายภายในประเทศ กรอบนโยบายและการ

ดำรงอยู่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ดัชนีเชิงโครงสร้างนี้เกี่ยวข้องกับการติดตามตรวจสอบการดำเนินตามพันธกรณี

ของรัฐในเรื่องสิทธิการเข้าถึงอาหาร ส่วนใหญ่แล้ว การพิจารณาดัชนีเชิงโครงสร้างจะดูเพียงว่า “มี” หรือ “ไม่

มี” เท่านั้น แต่บางครั้งก็อาจไม่เพียงพอ เพราะจำเป็นต้องสอบถามเพิ่มเติมถึงคุณภาพของกฎหมายและสถาบันที่

มีอยู่ ตัวอย่างดัชนีเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมายว่าด้วยสิทธิที่จะมีอาหารอย่างเพียงพอ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ

ทางอาหาร สถาบันด้านตุลาการที่จะให้การเยียวยาอย่างทันท่วงที กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและอาหาร

ปลอดภัย นโยบายแห่งชาติว่าด้วยการผลิตทางการเกษตร การคุ้มครองการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการ

ผลิต โครงการความช่วยเหลือทางสังคม เป็นต้น26

26 Sven Söllner, 2006.

24

ส่วนที่สาม: วิธีการพัฒนาตัวชี้วัด

วิธีการข้างล่างต่อไปนี้สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะ สาเหตุและบริบทความ

(ไม่) มั่นคงทางอาหารของพื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมาย และนำความเข้าใจเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลในการเลือกและ

พัฒนาตัวชี้วัดความมั่นคงทางอาหารที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในท้องถิ่น

3.1 วิธีการชาติพันธุ์วรรณา

วิธีนี้คือ ผู้ศึกษาจะเข้าไปอยู่ร่วมกับชุมชนหรือครัวเรือนที่ต้องการศึกษาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อทำ

ความเข้าใจกับสถานการณ์อาหารและ/หรือ การให้ความหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารโดยคนในท้องถิ่น การศึกษา

ชาติพันธุ์วรรณามักทำโดยวิธีการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึก

3.2 การประเมินชนบทอย่างเร่งด่วน (Rapid Rural Appraisal: RRA) และการประเมินชนบทอย่างมีส่วน

ร่วม (PRA)

RRA เป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เข้ามาเก็บข้อมูลพร้อมกันในหมู่บ้านโดยการ

สัมภาษณ์เชิงลึกหรือการทำสัมภาษณ์กลุ่ม (Focus group) และนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกันในตอนเย็น ข้อดีของ

RRA คือ ใช้เวลาน้อย แต่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม ภายหลังจึงมีการปรับปรุงให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการ

วิเคราะห์โดยวิธีการ PRA เครื่องมือที่สามารถใช้ใน RRA และ PRA ได้ เช่น

• การทำแผนที่หมู่บ้านเพื่อระบุที่ตั้งของครัวเรือนที่มีความไม่มั่นคงทางอาหารและสาเหตุ

• การจัดลำดับความมั่นคงทางอาหาร โดยให้จำแนกครัวเรือนตามระดับความมั่นคงทางอาหารทั้งในปี

ปัจจุบัน ปีที่เกิดปัญหาและไม่มีปัญหา

• ปฏิทินความมั่นคงทางอาหาร เพื่อระบุสถานะความมั่นคงทางอาหารในแต่ละช่วงเวลาของปี หลังจาก

นั้นจะมีการสัมภาษณ์จากปฏิทินถึงรูปแบบการบริโภค กลยุทธ์ที่ครัวเรือนใช้แก้ปัญหา รวมทั้งสาเหตุ

ของความไม่มั่นคง

• ปฏิทินกิจกรรม เพื่อระบุกิจกรรมรวมถึงกลยุทธ์ที่ครัวเรือนใช้ในช่วงเวลาที่มีปัญหาความมั่นคงทาง

อาหารและช่วงที่ไม่มีปัญหา

3.3 การสำรวจครัวเรือนโดยแบบสอบถาม

เริ่มจากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาสถานการณ์ด้านอาหารและการให้นิยามหรือความหมายของผู้คนใน

ท้องถิ่น หรือการศึกษาจากเอกสารหรือประสบการณ์ท้องถิ่นที่มีการบันทึกมาก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นนำข้อมูลที่

ได้มาพัฒนาเป็นคำถามแล้วทำการทดสอบโดยการสัมภาษณ์เดี่ยวหรือกลุ่ม เมื่อได้แบบสอบถามที่สมบูรณ์ขึ้น

แล้วก็นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง

25

ยกตัวอย่างเช่น งานของ Edward A. Frongillo and Siméon Nanama27 ศึกษาการพัฒนาและทดสอบ

แบบสอบถามเพื่อวัดความไม่มั่นคงทางอาหารของครัวเรือนในชนบทของประเทศบูร์กินาฟาโซซึ่งตั้งอยู่ทาง

ตะวันตกของทวีปแอฟริกา นักวิจัยได้ศึกษาทำการศึกษา 3 ชิ้น หนึ่ง สร้างแบบสอบถามจากเอกสาร ทดสอบ

แล้วนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 420 ครัวเรือนใน 26 หมู่บ้าน คะแนนจากการประมวลแบบสอบถามถูกนำไป

เปรียบเทียบกับข้อมูลเชิงเศรษฐกิจสังคมและข้อมูลขนาดสัดส่วนของร่างกายโดยใช้สมการเส้นตรงถดถอย

(linear regression) เพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม

สอง ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับหัวหน้าครัวเรือนและผู้หญิงใน 2 หมู่บ้านที่มีความต่างทางวัฒนธรรม

และภาษา โดยให้มีกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายจำนวน 36 ตัวอย่าง การสัมภาษณ์จะสอบถามถึงข้อมูลครัวเรือน

การผลิตและการตัดสินใจเกี่ยวกับอาหาร การรับรู้คุณภาพอาหาร ความกังวล แหล่งที่มาของรายได้ และรายจ่าย

กลยุทธ์ที่ใช้ในระยะสั้นและยาวเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่มั่นคงทางอาหาร หลังจากนั้นนำข้อมูลมาประมวลเพื่อ

วิเคราะห์ประเด็น จำแนกครัวเรือน และพัฒนาปรับปรุงคำถามของแบบสอบถามจากงานศึกษาชิ้นแรก

สาม ทำการศึกษาติดตามระยะยาว (longitudinal study) เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครัวเรือนใน

126 ตัวอย่าง 9 หมู่บ้าน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาหาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทาง

อาหารและปัจจัยอื่นๆโดยผ่านสมการเส้นตรงถดถอย แล้วนำมาปรับปรุงแบบสอบถามอีกครั้งหนึ่ง

3.4 วิธีเศรษฐกิจ- อาหาร (Food-economy approach)

ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและ RRA โดย หนึ่ง นำมาสร้างรูประบุตำแหน่งที่ตั้งของครัวเรือนและวิธีการ

ได้มาซึ่งรายได้ อาหาร และรายจ่าย ในช่วงภาวะปกติ โดยแสดงให้เห็นความแตกต่างของสถานภาพทาง

เศรษฐกิจของครัวเรือนในพื้นที่นั้นๆ ข้อมูลส่วนรายได้และแหล่งที่มาอาหารจะอยู่ในรูปของกราฟวงกลม

สอง ระบุปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือบริบทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร

เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ การเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตร ระบบเศรษฐกิจ

สาม นำข้อมูลทั้งสองชุดนี้มาวิเคราะห์ร่วมกันถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่จะมีต่อความ

มั่นคงทางอาหารและความสามารถของครัวเรือนในการแก้ไขปัญหา โดยใช้โปรแกรมซอฟแวร์ที่เรียกว่า “แผนที่

ความเสี่ยง” (Risk map)28

3.5 ระบบผู้เชี่ยวชาญ

การประเมินและวิเคราะห์โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอาจถูกนำมาใช้ร่วมกับวิธีการอื่นๆ เช่น งานของPhillips

and Taylor29 เริ่มจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อพัฒนากรอบแนวคิด หลังจากนั้นใช้วิธีการทางเทคนิค รวมถึงกลุ่ม

27 อ้างใน FAO, 2003.

28 ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก Tanya Boudreau, 1998.

26

ผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นและในประเทศนำเสนอและคัดเลือกดัชนีที่จะใช้ในการพัฒนาแบบสอบถามปลายปิดและ

ปลายเปิด โดยคำถามปลายปิดจะระบุกลุ่มตัวเลือกคำตอบซึ่งได้มาจากการทำสัมภาษณ์กลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้โปรแกรมฐานข้อมูล

3.6 การรายงานประสบการณ์ตรง

เป็นวีธีการที่มีแนวทางต้นแบบมาจากสหรัฐฯ (ดู HFIAS ในหัวข้อถัดไป) ที่ให้ครัวเรือนรายงาน

ประสบการณ์ความรู้สึกโดยตรงที่มีต่อสถานการณ์อาหารของตน วิธีการทำได้หลายรูปแบบ เช่น เริ่มจากการ

เก็บข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึก การทำ RRA หรือร่วมกับการทำแบบสอบถาม เพื่อจำแนกครัวเรือนที่ท้องถิ่นคิดว่ามี

ความมั่นคงและไม่มั่นคงทางอาหาร รวมถึงทำความเข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์ร่วมกับ

ครัวเรือนเพื่อหาดัชนีที่เหมาะสมในการติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางอาหาร

29 Phillips and Taylor, 1998 อ้างใน Wendy S. Wolfe and Edward A. Frongillo, 2001.

27

ส่วนที่สี่ : ตัวอย่างเครื่องมือใช้วัดความมั่นคงทางอาหาร

4.1 มาตรวัดความไม่มั่นคงทางอาหารของครัวเรือนด้านการเข้าถึง (Household Food Insecurity Access

Scale: HFIAS)30

ในประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐฯ ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารมุ่งไปที่เรื่องของการเข้าถึงในระดับ

ครัวเรือน การวัดความไม่มั่นคงทางอาหารในสหรัฐฯได้รับอิทธิพลอย่างมากจากงานวิจัยของ Radimer และคณะ

จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล และโครงการบ่งชี้ความอดอยากของเด็กในชุมชน (CCHIP) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของสหรัฐฯได้พัฒนานิยามความไม่มั่นคงทางอาหารในเวลาต่อมาว่าความไม่

มั่นคงทางอาหารจะ “ดำรงอยู่เมื่ออาหารที่ปลอดภัยและถูกหลักโภชนาการอย่างเพียงพอ หรือ เมื่อความสามารถ

ที่จะได้อาหารที่ยอมรับได้โดยวิธีการที่เป็นที่ยอมรับของสังคมมีความจำกัดหรือไม่แน่นอน”31 จากนิยามนี้ได้

นำมาสู่การพัฒนามาตรวัดความไม่มั่นคงทางอาหารประจำปีของสหรัฐฯที่เรียกว่า US Household Food Security

Survey Module (US HFSSM) ซึ่งประกอบด้วยคำถาม 18 ข้อว่าด้วยประสบการณ์ด้านอาหารของครัวเรือน

US HFIAS เป็นเครื่องมือที่ได้รับการปรับปรุงมาจาก US HFSSM โดยโครงการความช่วยเหลือทาง

เทคนิคด้านโภชนาการและอาหารของสหรัฐอเมริกา (FANTA) จากการจัดประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงงาน

สำรวจภาคสนาม ปัจจุบัน HFIAS ประกอบด้วยคำถามทั่วไป 9 คำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาและระดับ

ความรุนแรงการเข้าถึงอาหารของครัวเรือนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ฐานความคิดของ HFIAS คือว่าเมื่อเกิดปัญหา

การไม่เข้าถึงอาหาร เราสามารถคาดเดาได้ถึงปฏิกริยาหรือการตอบสนองบางอย่างที่เป็นสากลจากครัวเรือน

และทำให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณได้ผ่านการสำรวจและการสรุปเป็นระดับสเกลได้ อย่างไรก็ตาม HFIAS ไม่ได้

มุ่งเน้นไปที่การค้นหาสาเหตุปัญหาและให้ความสำคัญกับแง่มุมด้านการบริโภคเท่านั้น ไม่คำนึงถึงแง่มุมทาง

โภชนาการ รวมทั้งไม่ได้แยกแยกระหว่างบุคคลกลุ่มต่างๆในครัวเรือน ดังนั้น เพื่อให้ครบมิติอื่นๆของการ

ประเมินความมั่นคงทางอาหาร ควรใช้ดัชนีหรือวิธีการอื่นควบคู่กันไปกับ HFIAS ด้วย

ข้อดีของเครื่องมือนี้คือใช้ระยะเวลาสั้น เหมาะสำหรับการตรวจสอบ ประเมินผลโครงการหรือ

นโยบายร่วมกับดัชนีตัวอื่นๆ และสามารถผนวกรวมเข้าในระบบข้อมูลความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน

ท้องถิ่นและประเทศเพื่อติดตามแนวโน้มในระยะยาวได้ เท่าที่ผ่านมาเครื่องมือนี้ถูกนำไปใช้วัดความมั่นคง

อาหารในชนบทภายใต้สถานการณ์ปกติ

คำถาม 9 ข้อของ HFIAS อยู่ภายใต้ 3 ประเด็นหลัก คือ

• ความกังวลหรือรู้สึกไม่แน่นอนเกี่ยวกับปริมาณหรือสถานการณ์อาหาร

• ความรู้สึกที่ว่าอาหารมีปริมาณไม่เพียงพอ หรือมีคุณภาพไม่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงมีความ

หลากหลายน้อยเกินไปด้วย

• การลดปริมาณอาหารที่กินและผลกระทบจากการลดปริมาณอาหารที่กิน

30 Jennifer Coates et al., 2007.

31 Jennifer Coates et al., 2006, p. 1439S.

28

การเก็บข้อมูล การเก็บข้อมูลเริ่มจากการเก็บข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือน เช่น ขนาดครัวเรือน

องค์ประกอบ สุขภาพของสมาชิก เป็นต้น หลังจากนั้น ก็จะเริ่มถามคำถามจาก HFIAS 9 ข้อให้สมาชิกครัวเรือน

ที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องอาหารในฐานะตัวแทนของครัวเรือนตอบจากประสบการณ์ตรงและการรับรู้ของตน

คำถามที่ถามสามารถแปลงให้อยู่ในรูปภาษาท้องถิ่นที่เข้าใจง่ายได้โดยยังคงรักษาใจความสำคัญของคำถามไว้

ในกระบวนการแปลงคำถามนี้ อาจกระทำร่วมกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญในท้องถิ่นเพื่อการตรวจสอบความเข้าใจและ

ความถูกต้อง

ในแต่ละคำถาม ผู้ตอบสามารถตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” หากตอบว่า “ใช่” จะมีคำถามเกี่ยวกับ

ความถี่ว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งแค่ไหนตามมา เช่น เกิดขึ้นน้อยมาก เกิดบางครั้ง หรือ เกิดบ่อยๆ หากมีคำอธิบาย

เพิ่มเติมจากผู้ตอบ ก็สามารถบันทึกเพิ่มเติมในแบบสอบถามสำหรับใช้ในการวิเคราะห์ผลในภายหลังได้ เมื่อ

ตอบครบทั้ง 9 ข้อ ข้อมูลต่างๆควรจะนำไปบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบ SPSS, Excel เพื่อการง่ายใน

การวิเคราะห์และแปรข้อมูล คำถามทั้ง 9 ข้อได้แก่

ตาราง 5: คำถาม 9 ข้อตาม HFIAS เพื่อวัดสถานการณ์การเข้าถึงอาหารของครัวเรือน

ข้อ คำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

1 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณกังวลว่าครอบครัวของคุณจะมีอาหารไม่เพียงพอหรือไม่

2 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหรือสมาชิกในครอบครัวไม่สามารถจะกินอาหารตามประเภทที่ต้องการ

เพราะขาดแคลนทรัพยากรใช่หรือไม่

3 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหรือสมาชิกในครอบครัวต้องกินอาหารไม่กี่ประเภทเนื่องจากขาดแคลน

ทรัพยากรใช่หรือไม่

4 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหรือสมาชิกในครอบครัวต้องกินอาหารบางอย่างที่คุณไม่ได้ต้องการจะกิน

จริงๆเพราะขาดแคลนทรัพยากรที่จะทำให้มีอาหารประเภทอื่นๆใช่หรือไม่

5 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหรือสมาชิกในครอบครัวต้องกินอาหารมื้อเล็กลงกว่าที่คุณรู้สึกว่าต้องการ

เพราะว่ามีอาหารไม่เพียงพอใช่หรือไม่

6 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหรือสมาชิกในครอบครัวต้องลดจำนวนมื้ออาหารลงในแต่ละวันเพราะมี

อาหารไม่เพียงพอใช่หรือไม่

7 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในครอบครัวของคุณเคยที่จะไม่มีอาหารกินเลยเพราะขาดทรัพยากรที่จะได้มา

ซึ่งอาหารหรือไม่

8 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหรือสมาชิกในครอบครัวนอนหลับตอนกลางคืนด้วยความหิวโหยเพราะมี

อาหารไม่เพียงพอหรือไม่

9 ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหรือสมาชิกในครอบครัวไม่ได้กินอะไรทั้งวันทั้งคืนเพราะมีอาหารไม่

เพียงพอหรือไม่

ที่มา: Jennifer Coates et al, 2007, p. 5.

29

การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้สามารถนำมาแปลงเป็นดัชนีได้ 4 ประเภท ได้แก่

ดัชนีสภาพการณ์ที่เกี่ยวข้อง (related conditions) ดัชนีแสดงขอบเขตความไม่มั่นคงทางอาหาร (related domains)

ดัชนีระดับคะแนน (scale score) และดัชนีการแพร่กระจาย (prevalence) ข้อมูลที่บันทึกในคอมพิวเตอร์จะถูก

นำมาประมวลผลโดยใช้หลักของบัญญัติไตรยางศ์ปกติ คือ นำจำนวนครัวเรือนในแต่ละกรณีหารด้วยจำนวน

ครัวเรือนทั้งหมดในกรณีนั้นๆ แล้วคูณด้วย 100

1) ดัชนีสภาพการณ์ที่เกี่ยวข้อง แสดงอัตราส่วนของครัวเรือนทั้งหมดที่ตอบว่าประสบปัญหาความไม่

มั่นคงทางอาหาร (คำถามที่ 7) สามารถนำมาแยกวิเคราะห์ระดับความถี่เพิ่มเติมได้ด้วย

2) ดัชนีแสดงขอบเขตความไม่มั่นคงทางอาหาร แสดงอัตราส่วนครัวเรือนทั้งหมดที่รู้สึกได้ถึงลักษณะใด

ลักษณะหนึ่งของความไม่มั่นคงทางอาหาร คือ ความรู้สึกกังวลและไม่แน่นอน คุณภาพอาหารไม่พอ

และปริมาณอาหารที่บริโภคไม่พอและได้รับผลกระทบ (คำถามข้อ 2 -4)

3) ดัชนีระดับคะแนน แสดงถึงระดับความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนตลอดช่วง 30 วันที่ผ่านมา

(คำถามข้อ 1-9)

4) ดัชนีการแพร่กระจาย แสดงถึงประเภทของครัวเรือนแยกตามสถานการณ์การเข้าถึงอาหาร ได้แก่

• ครัวเรือนที่มั่นคงทางอาหาร หมายถึง ครัวเรือนที่ไม่ประสบเงื่อนไขของความไม่มั่นคงทาง

อาหารเลย หรือมีเพียงความกังวลเท่านั้น

• ครัวเรือนที่ประสบความไม่มั่นคงระดับน้อย หมายถึง ครัวเรือนที่กังวลว่าอาหารจะไม่พอเป็น

บางครั้งหรือบ่อยๆ และ/หรือ ไม่สามารถจะกินอาหารที่ต้องการได้ และ/หรือ กินอาหารซ้ำกัน

โดยไม่ต้องการ และ/หรือกินอาหารที่รู้สึกไม่ต้องการนานๆครั้ง โดยที่ไม่ประสบปัญหาว่า

ต้องลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อหรือเจอปัญหาอาหารหมด เข้านอนทั้งๆที่หิว หรือไม่ได้กิน

อะไรทั้งวันทั้งคืน

• ครัวเรือนที่ประสบความไม่มั่นคงระดับปานกลาง หมายถึง ครัวเรือนที่ประสบปัญหาคุณภาพ

อาหารบ่อยครั้ง โดยการกินอาหารซ้ำๆ หรือกินอาหารที่ไม่ต้องการเป็นบางครั้งหรือบ่อยๆ

และ/หรือ เริ่มจะตัดลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อหรือจำนวนมื้อลงนานๆครั้งหรือเป็นบางครั้ง

แต่ก็ยังไม่ถึงกับประสบภาวะอาหารหมด เข้านอนทั้งๆที่หิว หรือไม่ได้กินอะไรทั้งวันทั้งคืน

• ครัวเรือนที่ประสบความไม่มั่นคงระดับรุนแรง หมายถึง ครัวเรือนที่ต้องตัดลดปริมาณอาหาร

แต่ละมื้อหรือลดจำนวนมื้อลงบ่อยครั้ง และ/หรือเจอกับอาหารหมด ต้องเข้านอนทั้งที่หิว หรือ

ไม่ได้กินอะไรทั้งวันทั้งคืน แม้ว่าจะประสบนานๆครั้งก็ตาม

4.2 The Integrated Phase Classification tool (IPC)

IPC เป็นเครื่องมือค่อนข้างใหม่และยังอยู่ระหว่างการพัฒนาปรับปรุง ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกเพื่อใช้ใน

ประเทศโซมาเลียโดยองค์การเกษตรและอาหารและสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ต่อมาในปี 2550 มีความสนใจ

จากองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น CARE และ Save the Children ที่จะพัฒนาเครื่องมือตัวนี้ให้เป็น

มาตรฐานสากลที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารระหว่างประเทศได้

30

ปัจจุบัน หลายประเทศของทวีปแอฟริกาได้นำ IPC มาใช้ รวมทั้งมีการจัดอบรมและเสริมสร้างความเข้าใจ

เกี่ยวกับ IPC ในบางประเทศของเอเชีย เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย ศรีลังกา เป็นต้น

IPC เป็นชุดเครื่องมือ (ระบบ) และกระบวนการวิเคราะห์ความมั่นคงทางอาหารโดยขยายความสนใจ

นอกเหนือจาก 4 มิติของความมั่นคงทางอาหารให้ครอบคลุมเรื่องคุณค่าทางโภชนาการและปัจจัยที่สัมพันธ์กับ

วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน เช่น การเข้าถึงน้ำ ความขัดแย้ง โรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงทาง

อาหาร สาระสำคัญของ IPC คือการวิเคราะห์และนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่ายว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง

ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆมีสถานะของความ (ไม่) มั่นคงทางอาหารอยู่ในระดับใด และควรจะมีมาตรการ

สนองตอบอย่างไร ระดับของสถานการณ์แบ่งออกตามระดับความรุนแรง ได้แก่

• ความมั่นคงทางอาหารโดยทั่วไป (Generally food secure)

• ความไม่มั่นคงทางอาหารเรื้อรัง (Chronically food insecure)

• วิกฤตวิถีชีวิตและอาหารฉับพลัน (Acute food and livelihood crisis)

• ความฉุกเฉินด้านมนุษยธรรม (Humanitarian emergency)

• ความอดอยาก/ ความหายนะทางมนุษยธรรม (Famine/ Humanitarian catastrophe)

การวิเคราะห์ระดับความรุนแรงพิจารณาจากข้อมูลที่ประเทศนั้นๆมีอยู่ เช่น อัตราการตาย สถานะทาง

โภชนาการ ความหลากหลายทางโภชนาการ เป็นต้น โดยการชั่งน้ำหนักตัวแปรแต่ละตัว การวิเคราะห์ประเมิน

เพื่อตัดสินระดับสถานการณ์จะกระทำโดยกลุ่มและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทำให้ความแม่นยำถูกต้องของการ

วิเคราะห์ขึ้นอยู่กับคุณภาพและประสบการณ์ของคนที่เข้าร่วมเป็นอย่างมาก สุดท้าย ผลการวิเคราะห์จะถูก

นำเสนอในรูปของแผนที่ซึ่งระบุสีต่างๆตามผลการจำแนกสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ของประเทศ

จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น IPC ประกอบด้วยเครื่องมือรูปธรรมทั้งหมด 4 อย่าง คือ

1. ตารางอ้างอิงที่จำแนกช่วงสถานการณ์ ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของ IPC (ดูตาราง 6) ระบุ

รายละเอียดเงื่อนไขหรือดัชนีที่จำเป็นสำหรับการจำแนกความรุนแรงของสถานการณ์โดยมาจากฐานคิดที่ว่า

ระดับความรุนแรง (outcome or risk) ขึ้นอยู่กับ การเปิดรับต่อความเสี่ยง (exposure to a hazard) และภูมิคุ้มกัน

ความเสี่ยง (vulnerability to that hazard) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ดัชนีเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางที่ใช้ในการประเมินเท่านั้น

ไม่จำเป็นจะต้องถือตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด เช่น ในช่วงที่ 3 คือเมื่อเกิดวิกฤตด้านวิถีชีวิตและอาหารอย่าง

รุนแรง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอให้มีข้อมูลครบและเข้าหลักเกณฑ์อย่างในตารางทุกตัวก่อนถึงจะประเมิน

สถานการณ์ว่าอยู่ในช่วงนี้ได้ แต่หมายความว่า ให้รวบรวมข้อมูลเท่าที่ปรากฏอยู่ แล้วลองประเมินดูว่าจะส่งผล

ให้เกิดสถานการณ์ช่วงที่ 3 หรือไม่

31

ตาราง 6: ตารางสำหรับอ้างอิงเพื่อจำแนกสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา

ผลลัพธ์หลัก ระยะ 1 ระยะ 2 ระยะ 3 ระยะ 4 ระยะ 5

สำหรับการ

อ้างอิง

มั่นคงทาง

อาหาร

ไม่มั่นคงทาง

อาหารเรื้อรัง

วิกฤตวิถีชีวิต

และอาหาร

ฉับพลัน

วิกฤต

มนุษยธรรม

อดอยาก/

หายนะทาง

มนุษยธรรม

อัตราการตาย

ต่อประชากร

10,000 คนต่อ

วัน

น้อยกว่า 0.5 น้อยกว่า 0.5 0.5-1 1-2 มากกว่า 2

ภาวะโภชนาการ

• ภาวะผอม

• ภาวะเตี้ย

น้อยกว่า 3%

น้อยกว่า 20%

3-10%

มากกว่า 20%

10-15% และ

เพิ่มขึ้น

มากกว่า 15%

และเพิ่มขึ้น

มากกว่า 30%

โรค - - การระบาดของ

โรคเพิ่มขึ้น

การระบาดของ

โรคเป็นพื้นที่

กว้าง

การระบาดของ

โรคเป็นพื้นที่

กว้าง

การเข้าถึง/ การ

มีอาหาร (กิโล

แคลอรี่ต่อคน

ต่อวัน)

มากกว่า 2,100

(คงที่)

ประมาณ 2,100

(ไม่คงที่)

2,100 ผ่านการ

ขายทรัพย์สิน

น้อยกว่า 2,100 ต่ำกว่า 2,100

อย่างมาก

ความ

หลากหลาย

อาหาร

เพียงพอ ขาดเรื้อรัง ขาดฉับพลัน น้อยกว่าหรือ

เท่ากับ 3 กลุ่ม

อาหาร

-

การเข้าถึง/ การ

มีน้ำ (ลิตรต่อ

คนต่อวัน)

มากกว่า 15

(คงที่)

ประมาณ 15

(ไม่คงที่)

7.5-15 น้อยกว่า 7.5 น้อยกว่า 4

ขาดแคลน/การ

พลัดถิ่น

- - เพิ่มขึ้น กระจาย

ไปทั่ว

เข้มข้น เพิ่มขึ้น เข้มข้น ขนาน

ใหญ่

ความมั่นคงของ

พลเมือง

มีสันติภาพ ไม่มีเสถียรภาพ ความขัดแย้งใน

ระดับต่ำ จำกัด

ขอบเขต

ความขัดแย้งสูง

กระจายไปทั่ว

ความขัดแย้งสูง

กระจายไปทั่ว

ยุทธศาสตร์การ

แก้ไข/ ดัชนียุทธ

ศาสตร์การ

แก้ไข

- ประกันภัย วิกฤตเพิ่มขึ้น ภาวะหดหู่

เพิ่มขึ้น

-

32

ผลลัพธ์หลัก ระยะ 1 ระยะ 2 ระยะ 3 ระยะ 4 ระยะ 5

สำหรับการ

อ้างอิง

มั่นคงทาง

อาหาร

ไม่มั่นคงทาง

อาหารเรื้อรัง

วิกฤตวิถีชีวิต

และอาหาร

ฉับพลัน

วิกฤต

มนุษยธรรม

อดอยาก/

หายนะทาง

มนุษยธรรม

ทรัพย์สินในการ

ดำรงวิถีชีวิต

และการใช้

ประโยชน์

ยั่งยืน ไม่ยั่งยืน ความสูญเสีย

สำคัญเพิ่มมาก

ขึ้น

ความสูญเสีย

เกือบหมดและ

ย้อนกลับไม่ได้

ความล่มสลาย

ที่มา: Mark Lawrence and Nick Maunder, 2007, p. 5.

2. พิมพ์เขียวการวิเคราะห์ คือ ตารางที่บันทึกหลักฐานที่ใช้สำหรับการจำแนกช่วงสถานการณ์

เพื่อประโยชน์ในการวางแนวทางการวิเคราะห์และการอ้างอิงเพื่อทบทวน พิมพ์เขียวการวิเคราะห์จะ

ประกอบด้วย 3 ตารางย่อย คือ ตารางที่ใช้ในการจำแนกช่วงสถานการณ์และการเฝ้าระวัง ตารางรวบรวมข้อมูล

เพื่อระบุการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เหมาะสมในระยะสั้น และตารางรวบรวมข้อมูลด้านโอกาสและความ

เป็นไปได้ในการส่งเสริมวิถีชีวิตและจัดการกับรากเหง้าของปัญหา

3. พิธีสารแผนที่ คือ การอธิบายแนวทางจัดเตรียมนำเสนอในรูปของแผนที่

4. ตารางประชากร แบ่งแยกตามหน่วยการปกครอง รูปแบบวิถีชีวิต เพื่อประเมินว่าในแต่ละพื้นที่

มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนเท่าใด

แม้ว่าจุดเด่นของ IPC จะหลายประการ เช่น สามารถนำมาเปรียบเทียบข้ามประเทศได้ การนำเสนอใน

รูปแผนที่ที่เข้าใจง่าย การประเมินในบริบทวิถีชีวิต การวิเคราะห์โดยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากองค์กร

ที่เกี่ยวข้อง ความโปร่งใสจากการบันทึกหลักฐานที่ใช้ในการจำแนกสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับ

มาตรการตอบสนอง เป็นต้น แต่จุดด้อยของ IPC ประการหนึ่งคือไม่ได้ให้ความสนใจกับ “ความต้องการ” ของ

กลุ่มประชากรเป้าหมาย

4.3 ดัชนียุทธศาสตร์การแก้ปัญหา (The Coping Strategies Index: CSI)32

ดัชนียุทธศาสตร์การแก้ปัญหาถูกพัฒนาขึ้นจากการเก็บข้อมูลจากพื้นที่เป็นเวลากว่า 15 ปี โดยใช้คำถาม

หลักที่ว่า “คุณทำอย่างไร หากมีอาหารไม่เพียงพอ และไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหาร” คำตอบที่ได้แสดงถึงวิธีการ

ต่างๆที่ครัวเรือนใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านอาหาร “ความถี่” ของการใช้แต่ละวิธีแก้ปัญหารวมถึง “ระดับความ

รุนแรง” ของปัญหา คำตอบเหล่านี้จะถูกนำมาสังเคราะห์และให้น้ำหนักเป็นตัวเลขซึ่งจะแสดงถึงสถานการณ์

หรือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ด้านอาหารของครัวเรือนเมื่อพิจารณาจากวิธีการที่ครัวเรือนใช้ ยิ่งคะแนน

สูงขึ้น แสดงว่าครัวเรือนต้องใช้ความพยายามและทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาปากท้องเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึง

สถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหารที่เลวลง ดัชนีนี้ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศยูกันดา กานา และเคนยา

32 Dan Maxwell et al., 2003.

33

โดยโครงการอาหารโลก (World Food Program) และองค์กรแคร์ (CARE) ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในประเทศอื่นๆ

ในทวีปแอฟริกาในระบบการเฝ้าระวัง การติดตามตรวจสอบและประเมินผลกระทบของโครงการความช่วยเหลือ

ต่างๆที่ให้กับครัวเรือนภายใต้สถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหาร

ขั้นตอนการพัฒนาดัชนียุทธศาสตร์แก้ปัญหาเริ่มจากการพัฒนารายการยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาหลักๆ

ของครัวเรือนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นที่จะทำการศึกษาจริงๆผ่านการจัดสนทนากลุ่ม (focus

group) คำถามเบื้องต้นที่สามารถใช้เป็นฐานอาจจำแนกได้ 4 ประเด็น (ดูคอลัมน์ซ้ายในตาราง 7) ซึ่งเป็นยุทธ

ศาสตร์การปรับตัวที่มักพบเห็นในครัวเรือน เมื่อได้รายการการแก้ไขปัญหาของครัวเรือนที่เหมาะสมแล้ว ก็จะ

ถามโดยให้ผู้ตอบประเมินความถี่ที่ครัวเรือนใช้แต่ละวิธีการในช่วงระยะเวลา 30 วันที่ผ่านมา ค่าความถี่ที่ได้จะ

ถูกแปลงเป็นค่าเฉลี่ยโดยใช้ค่ากลาง (มัธยฐาน) ของแต่ละช่วงความถี่ ได้แก่

• ถ้าครัวเรือนตอบว่าตลอดเวลา คือ 7 วัน หมายความว่า จะได้ค่าความถี่เฉลี่ยเท่ากับ 7

• ถ้าบ่อยครั้ง คือ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะได้ค่าความถี่เฉลี่ย คือ 4.5

• ถ้านานๆที คือ 1-2 ครั้ง จะได้ค่าความถี่เฉลี่ย คือ 1.5

• ถ้าแทบไม่เคย คือ น้อยกว่า 1 จะได้ค่าความถี่เฉลี่ย คือ 0.5

• ถ้าไม่เคยเลย มีค่า 0 ก็จะมีค่าความถี่เฉลี่ย คือ 0

ตาราง 7: แนวทางและความถี่ของการแก้ไขปัญหาของครัวเรือน

ช่วง 30 วันที่ผ่านมา ถ้าคุณเคยไม่มีอาหารหรือ ความถี่โดยเปรียบเทียบ (ต่อสัปดาห์)

เงินซื้ออาหารกิน บ่อยครั้งแค่ไหนที่ครอบครัว

ของคุณต้อง:

ตลอดเวลา

(ทุกวัน)

บ่อยครั้ง

(3-6

ครั้ง)

นานๆที

(1-2

ครั้ง)

แทบไม่เคย

(น้อยกว่า 1

ครั้ง

ไม่เคย

(0

ครั้ง)

คะแนนความถี่เฉลี่ย (ค่ามัธยฐาน) ของแต่ละช่วง

ความถี่

7 4.5 1.5 0.5 0

การเปลี่ยนแปลงอาหาร เช่น

• กินอาหารที่ชอบน้อยหรือมีราคาถูกลง

เพิ่มปริมาณอาหารของครัวเรือนในระยะสั้น เช่น

• ยืมอาหารหรือขอความช่วยเหลือจาก

เพื่อนหรือญาติ

• ยืมเงินซื้ออาหาร

• เก็บอาหารจากป่า ล่าสัตว์ หรือพืชผักที่

ยังโตไม่เต็มที่

• กินเมล็ดธัญพืชที่เก็บสะสมไว้สำหรับ

ฤดูกาลถัดไป

ลดจำนวนสมาชิกครัวเรือนที่ต้องหาให้กินลง

34

ช่วง 30 วันที่ผ่านมา ถ้าคุณเคยไม่มีอาหารหรือ ความถี่โดยเปรียบเทียบ (ต่อสัปดาห์)

เงินซื้ออาหารกิน บ่อยครั้งแค่ไหนที่ครอบครัว

ของคุณต้อง:

ตลอดเวลา

(ทุกวัน)

บ่อยครั้ง

(3-6

ครั้ง)

นานๆที

(1-2

ครั้ง)

แทบไม่เคย

(น้อยกว่า 1

ครั้ง

ไม่เคย

(0

ครั้ง)

เช่น

• ส่งเด็กๆให้ไปกินกับเพื่อนบ้าน

• ส่งสมาชิกครัวเรือนให้ไปขอทาน

ยุทธศาสตร์การปันส่วน เช่น

• จำกัดขนาดมื้ออาหาร

• จำกัดปริมาณอาหารของผู้ใหญ่เพื่อเก็บ

ไว้ให้เด็กๆ

• ให้ความสำคัญกับสมาชิกที่ทำมาหา

เลี้ยงครัวเรือนกินก่อนสมาชิกที่ไม่ได้

ทำงาน

• ปันส่วนเงินและซื้ออาหารสำเร็จรูป

• ลดจำนวนมื้ออาหารลง

• อดอาหารทั้งวัน

ที่มา: ดัดแปลงจาก Dan Maxwell et al., 2003, p. 11.

และเนื่องจากวิธีแก้ไขปัญหาแต่ละวิธีแสดงถึงนัยยะความรุนแรงของสถานการณ์ความไม่มั่นคงทาง

อาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริบทพื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมาย ขั้นต่อไปจึงต้องมีการให้น้ำหนัก (Severity

weight) กับแต่ละวิธีการโดยใช้การสัมภาษณ์กลุ่มเพื่อจัดกลุ่มวิธีการข้างต้นตามระดับความรุนแรงที่ครัวเรือน

หรือชุมชนรู้สึก กลุ่มที่สัมภาษณ์นี้ควรจะให้หลากหลายเพื่อจะได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด จำนวน

กลุ่มที่สัมภาษณ์ควรมีอย่างน้อย 6-8 กลุ่ม การให้น้ำหนักระดับความรุนแรงแบ่งออกเป็น 4 ค่า คือ 1 หมายถึง

รุนแรงน้อยสุด 4 หมายถึงรุนแรงมากที่สุด และ 2-3 หมายถึงรุนแรงระดับปานกลาง แล้วจึงนำผลลัพธ์การ

จัดลำดับความรุนแรงของแต่ละกลุ่มมาหาค่าเฉลี่ย (ค่า Mean) เพื่อจะได้ค่าน้ำหนักของแต่ละวิธีการอีกครั้งหนึ่ง

ผลสุดท้ายของดัชนี CSI จะได้มาจากการนำค่าระดับความถี่คูณกับระดับน้ำหนักของความรุนแรง

ตาราง 8 แสดงตัวอย่างงานศึกษาในประเทศเคนยา จะเห็นว่าเมื่อนำความถี่คูณกับน้ำหนักความรุนแรงของแต่ละ

วิธีการที่ครัวเรือนใช้โดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์ จะได้ผลคะแนนของแต่ละวิธีการ (คอลัมน์ขวาสุด) เมื่อนำมาบวก

รวมกันทั้งหมด จะได้ค่า CSI ของครัวเรือน ยิ่งค่า CSI มากเท่าไร ยิ่งแสดงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงทาง

อาหารที่เลวร้ายลง เราสามารถนำ CSI ของแต่ละครัวเรือนในช่วงระยะเวลาเดียวกันมาเปรียบเทียบกัน หรือดูการ

เปลี่ยนแปลงของ CSI ของครัวเรือนหนึ่งๆเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำ CSI มา

ประยุกต์ใช้เป็นประเด็นสนทนากลุ่มเพื่อประเมินชนบทอย่างเร่งด่วน (PRA) ได้โดยใช้คำถามเช่นเดียวกับที่

35

สอบถามครัวเรือน แต่แทนที่จะถามเรื่องความถี่ ให้ในกลุ่มสนทนาช่วยกันประมาณการณ์ครัวเรือนในชุมชนที่

ใช้และไม่ใช้ยุทธวิธีแต่ละข้อในการแก้ปัญหา (ดูตัวอย่างในตาราง 9)

ตาราง 8: ตัวอย่างการคำนวณคะแนนดัชนี CSI ของครัวเรือน

ช่วง 30 วันที่ผ่านมา ถ้าคุณ

เคยไม่มีอาหารหรือเงินซื้อ

อาหารกิน บ่อยครั้งแค่ไหนที่

ครอบครัวของคุณต้อง:

ตลอด

เวลา

(ทุกวัน)

บ่อยครั้ง

(3-6

ครั้ง)

นานๆที

(1-2

ครั้ง)

แทบไม่

เคย

(น้อย

กว่า 1

ครั้ง

ไม่เคย

(0 ครั้ง)

คะแนน

ดิบ

(ค่ามัธ

ยฐาน)

น้ำหนัก

ของ

ความถี่

(Severity

weight)**

คะแนน

*

คะแนนความถี่โดย

เปรียบเทียบ (ค่ามัธยฐาน)

7 4.5 1.5 0.5 0 - - -

กินอาหารที่ชอบน้อยหรือมี

ราคาถูกลง

X 4.5 1 4.5

ยืม อ า ห า ร ห รือ ข อ ค ว า ม

ช่วยเหลือจากเพื่อนหรือญาติ

X 1.5 2 3

ยืมเงินซื้ออาหาร X 1.5 2 3

เก็บอาหารจากป่า ล่าสัตว์ หรือ

พืชผักที่ยังโตไม่เต็มที่

X 0 4 0

กินเมล็ดธัญพืชที่เก็บสะสมไว้

สำหรับฤดูกาลถัดไป

X 0 3 0

ส่งเด็กๆให้ไปกินกับเพื่อน

บ้าน

X 0.5 2 1

ส่งสมาชิกครัวเรือนให้ไป

ขอทาน

x 0 4 0

จำกัดขนาดมื้ออาหาร X 7 1 7

จำกัดปริมาณอาหารของผู้ใหญ่

เพื่อเก็บไว้ให้เด็กๆ

x 1.5 3 4.5

ให้ความสำคัญกับสมาชิกที่ทำ

มาหาเลี้ยงครัวเรือนกินก่อน

สมาชิกที่ไม่ได้ทำงาน

x 0 2 0

ปันส่วนเงินและซื้ออาหาร

สำเร็จรูป

x 0 ไม่มี -

ลดจำนวนมื้ออาหารลง X 4.5 1 4.5

อดอาหารทั้งวัน x 0 4 0

36

คะแนนทั้งหมดของครัวเรือน

(CSI)

28

*คะแนน = คะแนนความถี่โดยเปรียบเทียบ x ค่าน้ำหนักความถี่

**ในคู่มือใช้ค่าน้ำหนักที่ได้คูณ 2 ก่อน แล้วจึงนำมาหาคะแนน แต่ในที่นี้ใช้ค่าน้ำหนักเดิม คือ 1-4

ที่มา: ดัดแปลงจาก Dan Maxwell et al., 2003, p.32.

ตาราง 9: การนำ CSI มาใช้ใน PRA

ช่วง 30 วันที่ผ่านมา ถ้าคุณเคยไม่มีอาหารหรือเงินซื้ออาหาร

กิน บ่อยครั้งแค่ไหนที่ครอบครัวของคุณต้อง:

สัดส่วนครัวเรือนที่ใช้

วิธีการนี้*

สัดส่วนครัวเรือนที่ไม่

ใช้วิธีการนี้*

กินอาหารที่ชอบน้อยหรือมีราคาถูกลง oooooo oooo

ยืมอาหารหรือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือญาติ ooo ooooooo

*อาจใช้ก้อนหินช่วยในการตอบแต่ละคำถาม โดยกำหนดให้ชุมชนแบ่งหิน 10 ก้อนเป็น 2 กลุ่ม เช่น ถ้าแบ่งเป็น

6:4 ในหัวข้อกินอาหารราคาถูกลง หมายถึงว่ามีสัดส่วนครัวเรือน 60% ในชุมชนที่ใช้วิธีการกินอาหารถูกลงเมื่อ

ไม่มีเงินซื้ออาหาร ขณะที่ 40% ไม่ได้ใช้วิธีการนี้

ที่มา: Dan Maxwell et al., 2003, p.33.

4.4 การวัดความมั่นคงทางอาหารครัวเรือน จากการสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือน

การสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือน (Household Expenditure Surveys: HESs) เป็นกิจกรรมที่หลายประเทศ

ดำเนินการอยู่แล้วเพื่อวัดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆของครัวเรือน สำหรับข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาหารมักจะอยู่ใน

รูป “มูลค่า” ของอาหารทั้งหมดที่ครัวเรือนได้รับทั้งที่มาจากการปลูกเอง การซื้อหา หรือผู้อื่นให้มา ทำให้การ

ประยุกต์เพื่อวัดความมั่นคงทางอาหารทำได้อย่างจำกัด แต่หากมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยที่จะทำให้

สามารถประมาณการณ์ปริมาณอาหารที่ครัวเรือนได้รับด้วยแล้ว ก็จะสามารถนำมาคำนวณต่อให้กลายเป็นดัชนี

ที่แสดงถึงความ (ไม่) มั่นคงทางอาหารในมิติด้านความพอเพียง การเข้าถึง และคุณภาพอาหารได้ ซึ่งช่วยลด

ต้นทุนของการเก็บข้อมูลและข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นข้อมูลที่มาจากครัวเรือนโดยตรง (ต่างจากการสำรวจข้อมูลการ

บริโภคอาหารซึ่งเป็นข้อมูลจากครัวเรือนโดยตรงแต่มีต้นทุนสูง) อีกทั้งยังมีความแม่นยำถูกต้องพอสมควร

วิธีการนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นจากสถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) และธนาคารโลกซึ่งทำการ

ประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนใน 20 ประเทศในแอฟริกาและเอเชียตั้งแต่ปี 2537

เป็นต้นมา

การเก็บข้อมูล เริ่มต้นจากสัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนหรือให้ครัวเรือนจดบันทึกประจำวันเกี่ยวกับ

อาหารที่ครัวเรือนได้มาหรือมีก่อนที่จะถูกนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆเพื่อบริโภคในครัวเรือน การ

สอบถามข้อมูลอาหารที่ได้มาแทนอาหารที่บริโภคจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่าเนื่องจากความทรงจำถึงอาหารที่

บริโภคในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามักจะเลือนลางและมีความซับซ้อนในการคำนวณรวมมากกว่า

37

ผู้สัมภาษณ์ควรจะมีรายการอาหารแต่ละชนิดซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบวัฒนธรรมการบริโภคของ

ท้องถิ่นเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อจะได้สอบถามเป็นรายชนิดไป หากมีรายการอาหารมากชนิด/ประเภท โอกาสที่

ข้อมูลจะมีความถูกต้องจะสูงกว่าเมื่อมีรายการอาหารน้อยชนิด แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้เวลามาก และอาจทำให้เกิด

ความอ่อนล้าในระหว่างการเก็บข้อมูล ในโครงการสำรวจชิ้นหนึ่งมีการเก็บข้อมูลรายการอาหารต่ำสุด คือ 33

รายการ และมากที่สุด คือ 346 รายการ การมีรายการอาหารมากเกินไปอาจทำให้ข้อมูลเกิดความผิดพลาดได้

ดังนั้น รายการอาหารขั้นต่ำแนะนำคือประมาณ 40 ชนิด/ประเภท นอกจากนี้ อีกวิธีการหนึ่งคือ มุ่งเน้นเฉพาะ

อาหารหลักๆของครัวเรือน และต่อท้ายด้วย “อาหารประเภทอื่น” หรือ อีกวิธีคือใช้ประเภทอาหารอย่างกว้างๆ

แทนที่จะเป็นชนิดเป็นเกณฑ์ในการเก็บแทน เช่น ผลไม้

กรอบระยะเวลาที่ใช้สอบถามครัวเรือนไม่ควรจะยาวเกินไป เพราะจะทำให้ข้อมูลมีโอกาสผิดพลาด

มากขึ้น การสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้กรอบระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น หาก

รูปแบบการบริโภคอาหารของครัวเรือนมีความหลากหลายแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเช่น ใน

อินเดีย ก็จำเป็นที่จะต้องมีกรอบระยะเวลาที่ครอบคลุมความต่างนั้นแต่ต้องไม่ยาวเกินไป คือประมาณ 1 สัปดาห์

ในแบบสอบถามควรประกอบด้วยข้อมูลแหล่งที่มาของอาหาร 4 แหล่ง คือ อาหารจากการซื้อ อาหารที่

ผลิตหรือเก็บรวบรวมขึ้นเอง อาหารที่ได้รับจากผู้อื่น และอาหารที่บริโภคนอกบ้าน ข้อมูลที่ได้ซึ่งอยู่ในรูปของ

ปริมาณและค่าใช้จ่ายจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปหน่วยเมตริกทั้งในส่วนของน้ำหนักและราคา และจะถูกแปลงต่อ

ให้เป็นปริมาณพลังงานจากอาหารที่ได้รับโดยสมการ

ตาราง 10: ตัวอย่างแบบสำรวจเรื่องการได้มาซึ่งอาหารของครัวเรือนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Q1 Q2 Q3 Q4 Q5 Q6 Q7 Q8 Q9 Q10 Q11

ปริมาณซื้อ ค่าใช้จ่าย ราคาอาหารที่

ปลูกกินเอง

ราคา

อาหาร

หาก

ต้องซื้อ

ราคาอาหารที่

ผู้อื่นให้

ราคา

อาหาร

หาก

ต้องซื้อ

สัปดาห์ที่ผ่าน

มา สมาชิกใน

ครัวเรือน

ได้มาซึ่ง

อาหาร

ประเภท

ใดบ้าง**

(ใช่ Y ตอบ1

ไม่ N ตอบ 2)

รหัส

ปริมาณ หน่วย

ที่ใช้* ดอลลาร์ ปริมาณ หน่วย

ที่ใช้* ดอลลาร์ ปริมาณ หน่วย

ที่ใช้* ดอลลาร์

ประเภท

ธัญพืช

เมล็ดข้าวโพด 101

แป้งข้าวโพด 102

ข้าวเปลือก 103

38

ข้าวสาร 104

ข้าวนำเข้า 105

ลูกเดือย 106

ขนมปัง 107

สปาเก็ตตี้ 108

มักกะโรนี 109

เค้ก 110

อื่นๆ………... 198

อื่นๆ……….. 199

* หน่วยที่ใช้ให้ระบุรหัส เช่น 1 หมายถึง กิโลกรัม, 2 หมายถึง กรัม, 3 หมายถึง ลิตร, 4 หมายถึง ถ้วย, 5 หมายถึง

ช้อน, 6 หมายถึง ขวดโซดา, 7 หมายถึง กระสอบข้าว, ฯลฯ

**อาหารทุกชนิด รวมทั้งที่ได้บริโภคไปแล้วและยังไม่ได้บริโภค

ที่มา: ปรับปรุงจาก Lisa C. Smith and Ali Subandoro, 2007, p. 35.

ข้อมูลที่ได้ข้างต้นจะถูกนำมาคำนวณต่อเพื่อให้เป็นดัชนีวัดความมั่นคงทางอาหาร ได้แก่

• พลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อวันต่อหัว โดยนำพลังงานจากอาหารที่ครัวเรือนได้รับทั้งหมด

หารด้วยจำนวนสมาชิกในครัวเรือน

• สัดส่วนครัวเรือนที่ได้รับพลังงานจากอาหารไม่เพียงพอ โดยทำการเปรียบเทียบระหว่าง

พลังงานจากอาหารที่ครัวเรือนได้รับกับเกณฑ์พลังงานที่เพียงพอ

• ความหลากหลายของอาหาร โดยการนับรวมชนิดอาหารทั้งหมดที่ครัวเรือนได้มาจากการ

สำรวจ

• สัดส่วนพลังงานที่ได้จากอาหารหลัก โดยนำพลังงานที่ได้รับเฉพาะจากอาหารหลักหารด้วย

พลังงานจากอาหารทั้งหมดแล้วคูณด้วย 100

• ปริมาณอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่บริโภคต่อหัวต่อวัน โดยนำปริมาณอาหารที่ครัวเรือน

บริโภคหารด้วยจำนวนสมาชิกในครัวเรือน

• สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหาร โดยนำค่าใช้จ่ายเฉพาะด้านอาหารหารด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว

คูณด้วย 100

ดัชนีข้างต้นสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆจากการสำรวจเพื่อตอบคำถามเพื่อหาว่าปัญหา

ความไม่มั่นคงทางอาหารอยู่ตรงไหน ลักษณะปัญหาเป็นอย่างไร (เช่น ขาดความหลากหลาย อาหารไม่มีคุณภาพ

เป็นต้น) สาเหตุของความไม่มั่นคงทางอาหารเกิดจากอะไร (แม้ว่าภายใต้ข้อมูลจำกัด) และกลุ่มอาหารที่สำคัญ

ที่สุดของครัวเรือนคืออะไร

4.5 ระบบความไม่มั่นคงทางอาหารและระบบแผนที่สารสนเทศของกลุ่มเสี่ยง (Food Insecurity and

Vulnerability Information and Mapping System: FIVIMs)

39

FIVIMs เป็นกรอบความคิดที่ใช้จัดการกับข้อมูลด้านความมั่นคงทางอาหารและความเปราะบาง ซึ่งจะ

ต่างจากเครื่องมือที่นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ใช้วัดความมั่นคงทางอาหารโดยตรง FIVIMs จัดตั้งและพัฒนาขึ้น

โดยเอฟเอโอ มีวัตถุประสงค์ค่อนข้างชัดเจนในการรวบรวม แลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเข้าใจ นำเสนอข้อมูล

และประเมินติดตามการดำเนินกิจกรรมตามเป้าหมายของสมัชชาอาหารโลก (World Food Summit) FIVIMS

ดำเนินการทั้งในระดับโลก ระดับชาติและระดับพื้นที่ ในระดับโลกมีคณะกรรมการระหว่างองค์กร (IAWG)

ดูแลกำกับและจัดทำระบบฐานข้อมูลซึ่งรวบรวมดัชนีที่เกี่ยวข้องจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ (Key

Indicators Database System: KIDS) ในระดับประเทศและพื้นที่ คณะกรรมการนานาชาติจะประสานและ

ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนในแต่ละประเทศเพื่อรวบรวมและจำแนกข้อมูลดัชนีที่มีอยู่อย่างกระจัด

กระจายให้มาอยู่ที่เดียวกัน หลังจากนั้นข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการตอบคำถามที่สำคัญ ได้แก่

• กลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางอาหารคือกลุ่มไหน อาศัยอยู่ที่ใด มีจำนวนเท่าใด

• ปัญหามีระดับความรุนแรงแค่ไหน

• ระบบวิถีชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไร

• สาเหตุที่ทำให้พวกเขาขาดความมั่นคงทางอาหารคืออะไร

• การแก้ไขสามารถทำได้อย่างไร

กราฟ 2: กรอบแนวคิดด้านความมั่นคงทางอาหารตามแบบ FIVIMS

ดัชนีแสดง

บริบท

ระดับชาติและ

พื้นที่

เงื่อนไข

ประชากร

เงื่อนไข

เศรษฐกิจ

เงื่อนไขสิ่งแวดล้อม

และ

ทรัพยากรธรรมชาติ

เงื่อนไข

การเมือง

เงื่อนไข

สังคม

วัฒนธรรม

ความเสี่ยง

ดัชนีเศรษฐกิจ

อาหารของชาติ

ความพอเพียงของอาหาร การเข้าถึงอาหาร เสถียรภาพอุปทานและการ

เข้าถึง

ดัชนีบริบท

ครัวเรือน

อนามัยและการกินอาหาร ลักษณะครัวเรือน สุขภาพและสุขอนามัย

ดัชนีแสดง

ผลลัพธ์ของแต่

ละบุคคล

สถานภาพการบริโภค

อาหาร

สถานภาพสุขภาพ สถานภาพโภชนาการ

ที่มา: ปรับปรุงจาก FAO/ FIVIMS, 2002.

เพื่อจะตอบคำถามข้างต้น FIVIMS ไม่ได้เน้นไปที่การตั้งต้นเก็บรวบรวมข้อมูลขึ้นใหม่ แต่ให้ใช้

ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่แล้วในประเทศ โดย IAWG ได้ระบุกรอบแนวคิดกว้างๆเพื่อทำความเข้าใจ สาเหตุ

40

และปัญหาด้านโภชนาการและอาหารไว้ซึ่งประกอบด้วยชุดข้อมูล 4 ส่วน (ดูกราฟ 2) ที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

ตั้งแต่ระดับมหภาค (ระดับชาติ) ไปยังข้อมูลจุลภาค (ระดับบุคคล) ได้แก่

• ชุดข้อมูลที่แสดงถึงบริบทระดับชาติและพื้นที่ ได้แก่ เงื่อนไขทางประชากร ทางเศรษฐกิจ

สิ่งแวดล้อม การเมือง สังคม วัฒนธรรม และความเสี่ยงต่างๆ

• ชุดข้อมูลที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอาหาร (Food Economy) ได้แก่ ความเพียงพอของอาหาร การ

เข้าถึงอาหาร และ เสถียรภาพของอุปทานอาหารและการเข้าถึง

• ชุดข้อมูลที่แสดงถึงบริบทครัวเรือน ได้แก่ ลักษณะครัวเรือน แนวปฏิบัติด้านอนามัยและการ

กินอาหาร สุขภาพและสุขอนามัย

• ชุดข้อมูลที่แสดงถึงผลลัพธ์ของการบริโภคในระดับบุคคล ได้แก่ สถานภาพด้านการบริโภค

สถานภาพด้านสุขภาพ และสถานภาพทางโภชนาการ

ภายใต้แต่ละประเด็น ดัชนีที่เกี่ยวข้องและสามารถนำมาใช้ได้มีอยู่เป็นจำนวนมาก (ดูตาราง 11) การ

คัดเลือกว่าจะใช้ดัชนีตัวใดจะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ข้อมูลของแต่ละประเทศ รวมถึงข้อจำกัดของระบบ

ข้อมูลในประเทศด้วย กระบวนการคัดเลือกดัชนีอาจเริ่มจากการทำรายการดัชนีที่สอดคล้องกับความต้องการ

และเป็นไปได้ทั้งหมด หลังจากนั้น จึงทำการประเมินและคัดเลือกดัชนีโดยมีเกณฑ์ในการพิจารณา คือ

• คงดัชนีสอดคล้องสอดคล้องกับพันธกรณีในการบรรลุเป้าหมายระดับโลกเอาไว้

• ดัชนีที่ไม่ได้สะท้อนปัญหาความมั่นคงทางอาหารในประเทศให้ตัดออก

• ดัชนีที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารแต่ไม่มีประโยชน์ในบริบทของประเทศให้ตัดออก

• ดัชนีที่มีประโยชน์ภายใต้บริบทของประเทศ แต่ว่าไม่มีความสำคัญมากเพียงพออัน

เนื่องมาจากซ้ำกับดัชนีตัวอื่น มีดัชนีอื่นที่ง่ายกว่า หรือเป็นดัชนีที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อการ

ตัดสินใจเชิงนโยบายให้ตัดออก

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีการประเมินผลเป้าหมายของสมัชชาความมั่นคงอาหารโลกคณะกรรมาธิการ

ความมั่นคงอาหารโลกได้คัดเลือกดัชนีหลักจากรายการทั้งหมดมาเพียง 7 ตัวที่เกี่ยวข้องสถานภาพการบริโภค

สถานภาพด้านสุขภาพ และสถานภาพด้านโภชนาการ เช่น อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ สัดส่วน

ประชากรที่ทุพโภชนาการ พลังงานที่ได้จากอาหารต่อหัว (DES) เป็นต้น และกำหนดให้ดัชนีที่แสดงเงื่อนไข

ทางเศรษฐกิจ (เช่น รายได้ต่อหัว) ความพอเพียงของอาหาร (เช่น ดัชนีการผลิตอาหารรายประเทศ) การเข้าถึง

อาหาร (เช่น ประชากรที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน) เสถียรภาพ (เช่น ราคาส่งออกของธัญพืช ดัชนีราคาอาหาร)

และความเสี่ยง (เช่น จำนวนประเทศที่ประสบภาวะฉุกเฉินด้านอาหาร) เป็นกลุ่มดัชนีเสริม

ตาราง 11: ตัวอย่างดัชนีที่สามารถนำมาใช้กับ FIVIMS ระดับประเทศ

ประเด็น ตัวอย่างดัชนี

สถานภาพการบริโภค

อาหาร

พลังงานจากอาหารต่อหัว (DES) สัดส่วนธัญพืช รากพืช และต่อพลังงานจาก

อาหารต่อหัว สัดส่วนประชากรที่ทุพโภชนาการ เป็นต้น

41

ประเด็น ตัวอย่างดัชนี

สถานภาพด้าน

สุขภาพ

อายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด อัตราการตายของแม่ อัตราการตายของเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ

อัตราความชุกของโรคเอชไอวี ท้องร่วง มาลาเรีย เป็นต้น

สถานภาพด้าน

โภชนาการ

สัดส่วนผู้ใหญ่ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 18.5 สัดส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ สัดส่วนเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ สัดส่วน

ครัวเรือนที่บริโภคเกลือไอโอดีน เป็นต้น

เงื่อนไขด้านประชากร อัตราการเจริญพันธุ์ สัดส่วนประชากรในแต่ละช่วงอายุ อัตราการเติบโตประชากร

สัดส่วนประชากรชนบท/ เมือง

เงื่อนไขด้าน

สิ่งแวดล้อม

ที่ดินเกษตรต่อหัว อัตราการทำลายป่าต่อปี การใช้พลังงานในภาคการเกษตร

สัดส่วนที่ดินเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงต่อที่ดินทั้งหมด เป็นต้น

เงื่อนไขด้านเศรษฐกิจ สัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกต่อพื้นที่ทั้งหมด การเคลื่อนไหวของราคาส่งออกธัญพืช

อัตราความเจริญเติบโตทางรายได้ต่อหัว ปริมาณการผลิต การใช้อาหาร การค้าและ

การเปลี่ยนแปลงสำรองอาหารที่สำคัญ ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ เป็นต้น

เงื่อนไขด้านการเมือง จำนวนประเทศที่เผชิญภาวะฉุกเฉินด้านอาหาร

เงื่อนไขด้านสังคม

วัฒนธรรม

อัตราการรู้หนังสือ สัดส่วนประชากรที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขพื้นฐาน เป็นต้น

ความเสี่ยง ดัชนีฝนตกประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน อัตราการทำลายป่า สัดส่วน

ประชากรที่ประสบฝนแล้งและภัยธรรมชาติ เป็นต้น

ความพอเพียงของ

อาหาร

ดัชนีการผลิตอาหาร โปรตีนที่ได้จากสัตว์ต่อหัว สัดส่วนธัญพืชต่อหัว

การเข้าถึงอาหาร ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาอาหาร รายได้ต่อหัวประชากร ดัชนีการกระจายรายได้

(ค่าสัมประสิทธิ์จีนี) สัดส่วนรายได้ที่ใช้จ่ายด้านอาหาร ความหนาแน่นของถนนต่อ

หน่วยพื้นที่ ความหนาแน่นของตลาด เป็นต้น

เสถียรภาพอุปทาน

และการเข้าถึง

สัดส่วนการพึ่งพิงธัญพืชนำเข้า ความผันแปรของราคาอาหาร ความถี่ของการ

นำเสนอหรือตีพิมพ์ข้อมูลการตลาด ดัชนีความผันแปรในการผลิตอาหาร เป็นต้น

ลักษณะครัวเรือน รายได้ครัวเรือนในเมืองโดยเฉลี่ย ขนาดครัวเรือนโดยเฉลี่ย สัดส่วนระหว่างคนที่

ต้องพึ่งพิงต่อคนหาเลี้ยงครอบครัวในครัวเรือนโดยเฉลี่ย

สุขภาพและ

สุขอนามัย

อัตราการคุมกำเนิด อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ใหญ่ สัดส่วนประชากรที่เข้าถึงน้ำ

สะอาด และสุขอนามัยที่เพียงพอ

แนวปฏิบัติด้าน

อนามัยและการกิน

อาหาร

จำนวนมื้ออาหารในแต่ละวัน อายุที่หย่านม เป็นต้น

ที่มา: ตัดตอนมาจาก FAO/ FIVIMS, 2002.

42

ส่วนที่ห้า: หลักเกณฑ์ในการเลือกดัชนีที่เหมาะสม

เนื่องจากดัชนีความมั่นคงทางอาหารมีจำนวนมาก การเลือกดัชนีที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับแบบจำลอง

ทางความคิดเรื่องความมั่นคงทางอาหารที่ใช้ในการศึกษา Barrett33 ได้ให้หลักคิด 4 ข้อในการประยุกต์ใช้แนวคิด

ความมั่นคงทางอาหารในการปฏิบัติการ คือ

1. คำนึงถึงความต้องการทางกายภาพของบุคคล (ได้แก่ ความต้องการทางโภชนาการและระดับการใช้

พลังงาน)

2. คำนึงถึงการเลือกและการเติมเต็มกันระหว่างความมั่นคงทางอาหารกับความมั่นคงอื่นๆ เช่น ทาง

การศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย

3. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การรับรู้ของผู้คนถึงการเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองที่

เปลี่ยนแปลงไป

4. สะท้อนความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการพิจารณาคัดเลือกดัชนีความมั่นคงทางอาหาร มีดังต่อไปนี้

1) กลุ่มผู้ใช้ข้อมูล

โดยทั่วไป หากรัฐบาลเป็นผู้ใช้ข้อมูล ดัชนีความมั่นคงทางอาหารที่ต้องการก็มักมีจำนวนไม่มาก แต่

จะเป็นข้อมูลสถิติทางมหภาคที่สามารถนำมาใช้ในการเปรียบเทียบแต่ละภูมิภาคได้ ทำให้ข้อมูลด้านความ

เพียงพอของอาหารเป็นที่นิยม แต่หากจะต้องการเจาะลึกไปถึงเพื่อระบุกลุ่มเสี่ยงหรือแสวงหามาตรการ

แทรกแซงที่เหมาะสมแล้ว ก็ควรจะต้องเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

2) วัตถุประสงค์การใช้

ดัชนีและการเก็บข้อมูลมีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ในการใช้ เช่น ใช้ในการประเมินความ

มั่นคงทางอาหาร การระบุกลุ่มเป้าหมาย การติดตามหรือประเมินผลโครงการความช่วยเหลือ

3) ทรัพยากรที่มีอยู่

ทรัพยากรในที่นี้รวมถึงทรัพยากรบุคคล งบประมาณ และเวลาที่มีในการพัฒนาและเก็บรวมรวมข้อมูล

เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวชี้วัดที่ต้องการ

4) ความสัมพันธ์และความถูกต้องของดัชนี

ดัชนีที่ดีนั้นต้องสามารถสะท้อนถึงสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารได้อย่างถูกต้อง และต้อง

อ่อนไหวกับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือบริบทภายในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุดอาจทำให้

มีต้นทุนในการเก็บสูงเกินความจำเป็น ดังนั้น จึงต้องเลือกจุดสมดุลระหว่างระดับความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล

กับต้นทุนในการเก็บข้อมูล

5) ความทันท่วงทีในการการนำไปใช้งาน

ดัชนีที่เหมาะสมควรจะมีกระบวนการพัฒนาที่สอดคล้องและทันท่วงทีกับการนำไปใช้เพื่อตัดสินใจเชิง

นโยบายหรือมาตรการ

33 อ้างใน Daniel Maxwell et al., 1999, p. 413

43

ส่วนที่หก: ตัวอย่างงานศึกษาที่เกี่ยวข้องในไทย

งานศึกษา 4 ชิ้นข้างล่างนี้คือ ตัวอย่างงานที่เกี่ยวข้องกับดัชนีความมั่นคงทางอาหารในทางใดทางหนึ่ง

ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานภาครัฐ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคนักวิชาการ ผู้เขียนได้รวบรวมรายละเอียดการ

วางกรอบแนวคิด และวิธีการเบื้องต้นเอาไว้ รวมทั้งใส่บทวิเคราะห์ลงไปบางส่วน

6.1 รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โครงการการศึกษาและพัฒนามาตรฐาน และตัวชี้วัดความมั่นคงของ

มนุษย์ โดย คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์34

งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นการจัดทำดัชนีชี้วัดด้านความมั่นคงทางอาหารของทางการชิ้นแรกๆ โดยความ

มั่นคงทางอาหารเป็น 1 ในหลายดัชนีวัดความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งพัฒนามาจากพื้นฐานแนวคิดของโครงการ

พัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) อย่างไรก็ตามในภายหลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ได้จัดให้มีการศึกษาใหม่และปรับแก้ไขดัชนีชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งดัชนีชุดหลังนี้ได้ตัดมิติความมั่นคง

ทางอาหารออกไป

งานวิจัยนี้ได้ใช้วิธีการหลายอย่างในการพัฒนาตัวชี้วัด ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรม การจัด

ประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็น การสำรวจและการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยมีขั้นตอนโดยย่อ

ดังต่อไปนี้

• ทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์และมิติความมั่นคงของมนุษย์ในแต่ละด้าน

• จัดเวทีระดับจังหวัดเพื่อรวบรวมประเด็นปัญหาที่สะท้อนถึงตัวชี้วัด และสังเคราะห์ทำเป็น

ดัชนีและตัวชี้วัดเบื้องต้น

• จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับภาคและสังเคราะห์เพื่อจัดทำเป็นกรอบมาตรฐานและตัวชี้วัด

ความมั่นคงของมนุษย์ที่ชัดเจนขึ้น

• จัดเวทีวิชาการและปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

• วิเคราะห์เนื้อหา โดยใช้หลัก 3 ประการคือ ตรงกับวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง

ความมั่นคงของมนุษย์และ ครอบคลุมในเนื้อหา

• ประเมินระดับความสำคัญของตัวชี้วัด ตามกรอบมาตรฐานความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งหา

ค่าสัมประสิทธิความเชื่อมั่น(Alpha) รายตัวชี้วัด

• สำรวจระดับความรุนแรงของตัวชี้วัดจากประชาชน

• จัดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นทางวิชาการ (Technical hearing) จากนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติ

และ ผู้เกี่ยวข้อง

• คัดเลือกดัชนีและตัวชี้วัดโดยพิจารณาจากระดับความสำคัญและระดับความรุนแรง

34 คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2547.

44

ผลของการพัฒนาดัชนีในส่วนความมั่นคงทางอาหารทำให้ได้ดัชนี 3 ดัชนี โดยมีตัวชี้วัดย่อยๆ 7 ตัว (ดู

ตาราง 12) ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีขอบเขตความสนใจที่ยังค่อนข้างจำกัด คือ เน้นไปที่การมีอาหารเพียงพอ และการใช้

ประโยชน์จากอาหาร โดยเฉพาะพยายามสะท้อนปัญหาด้านสาธารณสุขที่สังคมไทยกำลังเผชิญมากขึ้นเรื่อยๆ

นั่นคือ ภาวะโภชนาการเกิน

ตาราง 12: ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารภายใต้แนวคิดความมั่นคงของมนุษย์

ดัชนี ตัวชี้วัด

1. คนไทยมีอาหารกินพอเพียง • คนไทยมีอาหารกินครบมื้อ

• ไม่มีภาวะทุพโภชนาการ

2. คนไทยกินอาหารปลอดภัย • คนไทยกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกด้วยความร้อน

• กินอาหารที่ปลอดจากสารพิษปนเปื้อน

3. คนไทยไม่กินอาหารเกินจำเป็น • ไม่มีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับการกินอาหารและออกกำลังกาย

• ไม่หลงเชื่อและบริโภคอาหารเสริมที่เกินจำเป็น เช่น

เครื่องดื่มชูกำลัง

• ไม่ถูกครอบงำให้กินอาหารที่ขาดคุณค่าทางโภชนาการ

เป็นประจำ

6.2 งานศึกษาสถานะความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรไทย โดย ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน

(ราฟ่า)35

โครงการวิจัยเริ่มดำเนินการปลายปี 2541 ถึงต้นปี 2543 เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการวิจัยใน 10

ประเทศในเอเชีย มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานะความมั่นคงทางอาหารในแต่ละประเทศทั้งในระดับ

ครอบครัว ชุมชนและประเทศ กรอบการศึกษายึดตามแนวคิดความมั่นคงทางอาหารของเอฟเอโอใน 4 มิติ คือ

การมีอาหาร การเข้าถึง คุณภาพและความปลอดภัย (การใช้ประโยชน์) และ มีอาหารสะสมเผื่อยามขาดแคลน

(เสถียรภาพ) วิธีการวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน คือ หนึ่ง การวิจัยเชิงปริมาณผ่านการวิเคราะห์คำตอบจาก

แบบสอบถามที่สัมภาษณ์สมาชิกคนใดคนหนึ่งในครัวเรือน มีกลุ่มตัวอย่าง 569 ครัวเรือนจาก 19 หมู่บ้านใน 14

จังหวัด และ สอง การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการจัดเวทีร่วมกับกลุ่มตัวอย่างและผู้สนใจ มีการใช้เครื่องมือ

ประกอบ เช่น ปฏิทินอาหาร ปฏิทินการผลิต เป็นต้น

วิธีการคัดเลือกพื้นที่ศึกษา ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกหมู่บ้านหลักๆ 2 ข้อ คือ เป็นหมู่บ้านที่มี

เกษตรกรรมเป็นกิจกรรมหลัก และมีองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อช่วยประสานการเก็บข้อมูล หลังจากนั้นได้จัด

ประชุมร่วมกับแต่ละหมู่บ้านเพื่อคัดเลือกครัวเรือน และกำหนดการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างให้มีระดับความมั่นคง

ทางอาหารแตกต่างกันไป 3 ระดับ คือ ต่ำ ปานกลาง และสูง โดยให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ที่ใช้วัดระดับความ

35 พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์, บรรณาธิการ, 2545.

45

มั่นคงทางอาหารตามการรับรู้ของชุมชนก่อน หลังจากนั้นจึงใช้เกณฑ์ที่ได้ในการคัดเลือกครัวเรือนที่เหมาะสม

เกณฑ์วัดระดับความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน ได้แก่ ขนาดถือครองที่ดิน การเป็นหนี้สินและความสามารถ

ในการใช้หนี้ รายได้ และฐานะทางสังคมและการยอมรับในสังคม

วิธีการศึกษาความมั่นคงทางอาหารของกลุ่มครัวเรือนตัวอย่าง ผู้วิจัยได้แปลงมิติความมั่นคงทางอาหาร

ทั้ง 4 มิติให้อยู่ในรูปประเด็นคำถามหลัก 10 ประเด็น หลังจากนั้น คำถามหลักจะถูกนำมาขยายต่อเป็นคำถาม

ย่อยเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล ประเด็นคำถามหลัก 10 คำถามได้แก่

1. ข้อมูลทั่วไปของครัวเรือน

2. สถานการณ์การใช้สอยหรืออำนาจซื้อของครัวเรือน

3. โครงสร้างค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน

4. การได้มา การกระจายและความพอเพียงของอาหาร

5. ลักษณะโครงสร้างบ้านเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน

6. การเจ็บป่วยและเสียชีวิตของสมาชิกในครัวเรือน

7. ระดับการผลิตอาหารของครัวเรือน

8. ระดับการมีส่วนร่วมในชุมชนของครัวเรือน

9. ทัศนคติและปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร

10. ปัญหาภายในชุมชนและข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล หลังการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยได้นำมาประมวลวิเคราะห์โดยการจำแนก

ครัวเรือนจากเกณฑ์ใหม่ที่กำหนดขึ้น คือ ระบบหรือวิถีการผลิตทางการเกษตร แบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

ครัวเรือนเกษตรปลอดสารเคมี ครัวเรือนเกษตรผสมผสาน ครัวเรือนเกษตรเชิงเดี่ยว ครัวเรือนประมงขนาดเล็ก

และครัวเรือนเกษตรไร้ที่ดินและรับจ้าง ส่วนครัวเรือนที่ทำการผลิตนอกภาคเกษตรซึ่งอยู่ในกลุ่มตัวอย่างก่อน

หน้านี้ไม่ได้ถูกนำมารวมในการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ วิเคราะห์ความสามารถ

ในการพึ่งตนเองด้านทรัพยากรการผลิต ความสามารถในการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ และประเมินสถานะความ

มั่นคงทางอาหาร

กล่าวโดยเฉพาะส่วนการประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหาร ผู้วิจัยได้วิเคราะห์จาก

ความสามารถในการพึ่งตนเองด้านอาหารของแต่ละกลุ่มครัวเรือน ประกอบกับการสำรวจทัศนคติเกษตรกร

เกี่ยวกับปัจจัยที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร หลังจากนั้นจึงนำมาทั้งสองส่วนมาประมวลเพื่อให้ได้ข้อสรุปถึง

สถานะความมั่นคงทางอาหารของแต่ละกลุ่มครัวเรือนโดยแบ่งแยกตามวิถีการผลิตของแต่ละกลุ่ม (ดูกราฟ 3)

46

กราฟ 3: กรอบการประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหาร

ที่มา: ประมวลโดยผู้เขียน

ถึงแม้ว่างานศึกษาชิ้นนี้จะไม่ได้ผลการศึกษาเป็นตัวดัชนีชี้วัดโดยตรง แต่แง่มุมที่น่าสนใจของ

การศึกษาชิ้นนี้ได้แก่

1. การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างครัวเรือนโดยให้ชาวบ้านเป็นผู้กำหนดเกณฑ์และคัดเลือกเองตามการรับรู้

สถานภาพความมั่นคงทางอาหารของแต่ละครัวเรือนในชุมชนทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและได้

ข้อมูลจากพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้น (bottom-up) อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยไม่ได้นำการจำแนกครัวเรือนตาม

การรับรู้ของชุมชนมาใช้ในการเก็บข้อมูลและประมวลผลต่อ แต่ใช้เกณฑ์ใหม่ที่กำหนดขึ้นเอง คือ

วิถีการผลิตทางการเกษตรมาจำแนกครัวเรือนและประเมินสถานภาพความมั่นคงทางอาหารของแต่

ละกลุ่มครัวเรือน ทำให้งานศึกษามีลักษณะมองจากบนลงล่าง (top-down)

ความสามารถในการ

พึ่งตนเองด้านอาหาร

• วิธีการได้อาหาร

(เช่น ผลิตหรือซื้อ)

• การสะสมอาหาร

และความสามารถ

ในการหาอาหาร

(เช่น อาหารสะสม

หลังฤดูเก็บเกี่ยว)

• การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต

• การเพิ่มผลผลิต

• การพึ่งตนเอง

• รายได้สูงขึ้น

• เข้าถึงแหล่งเงินกู้

• การศึกษาความรู้สูง

• เป็นสมาชิกในองค์กร

• ผู้หญิงมีส่วนร่วมในอาชีพและ

กิจกรรมในชุมชน

• การทำเกษตรที่คำนึงถึง

สิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

สำรวจทัศนคติเกษตรกรโดยให้

จัดลำดับปัจจัยที่มีผลต่อความ

มั่นคงทางอาหาร

สังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง

ความสามารถในการพึ่งตนเองด้านอาหาร

และความสามารถในการพึ่งตนเองทาง

เศรษฐกิจ

สถานะความมั่นคงทางอาหาร

ของแต่ละกลุ่มครัวเรือนตัวอย่าง

ความสามารถในการ

พึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ

(เช่น รายได้สุทธิ)

47

2. การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีการผลิตหรืออีกนัยหนึ่งคือระดับการพึ่งตนเองทาง

เศรษฐกิจและอาหารกับสถานะความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ระบุวิธีการ เช่น สมการทาง

คณิตศาสตร์ หรือ การสังเคราะห์โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น

3. งานศึกษาไม่ได้พิจารณาปัจจัยทางสังคมของชุมชนที่อาจเป็นทางเลือกในการสร้างความมั่นคงทาง

อาหาร เช่น เครือข่ายทางสังคม การมีทรัพยากรส่วนร่วม เช่น ป่าชุมชน เป็นต้น

6.3 ระบบความไม่มั่นคงทางอาหารและระบบแผนที่สารสนเทศของกลุ่มเสี่ยงของไทย (Thai FIVIMS)36

ระบบแผนที่ฯของไทยได้รับการสนับสนุนจากเอฟเอโอ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวง

เกษตรและสหกรณ์เป็นองค์กรประสานงาน การจัดทำระบบแผนที่ฯเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในช่วงปี 2541-2542 โดย

มีการจัดประชุมเพื่อนำเสนอรายละเอียดและกระบวนการของการจัดทำระบบนี้กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

หลายครั้ง ดัชนีที่ใช้ในการชี้วัดความไม่มั่นคงทางอาหารได้มาจากการรวบรวมข้อมูลดัชนีที่แต่ละหน่วยงาน

เกี่ยวข้องหรือใช่อยู่แล้ว และสรุปชุดดัชนีโดยตกลงระดับการวัดที่ระดับตำบล หลังจากนั้นมีการจัด

ประชุมสัมมนาอีกหลายครั้งเพื่อปรับปรุงดัชนี

แผนภาพ 1: แผนที่สารสนเทศของพื้นที่เสี่ยงของไทย

ที่มา: National FIVIMS Secretarial, 2005.

36 National FIVIMS Secretarial, 2005.

48

ผลการวิเคราะห์ FIVIMS ทำให้มีการแบ่งพื้นที่ในประเทศไทยออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆตามระดับความ

เสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร (ดูแผนภาพ1) ได้แก่ กลุ่มที่เปราะบางมากที่สุด (พื้นที่โทนสีแดงและชมพู)

กลุ่มเปราะบาง (พื้นที่โทนสีเหลืองและเขียวอ่อน) และกลุ่มเปราะบางน้อยกว่ากลุ่มอื่น (พื้นที่โทนสีเขียว) ในแต่

ละกลุ่มจะแบ่งแยกย่อยออกไปอีกตามระดับความเปราะบาง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มที่เรียกว่า ชั้น 6 ภายใต้กลุ่ม

เปราะบางที่สุด (กลุ่มพื้นที่สีแดงเลือดหมู) สมาชิกในกลุ่มนี้อยู่ใน 4 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่

ในจังหวัดยโสธร หนองบัวลำพู หนองคาย และนครพนม กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีผลลัพธ์ของดัชนีด้านความมั่นคง

ทางอาหารและโภชนาการติดลบ ปัจจัยหรือดัชนีสำคัญที่ใช้วัด ได้แก่ เงื่อนไขทางโภชนาการและสุขภาพ (เช่น

มีสัดส่วนเด็กแรกเกิดและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เป็นจำนวนมาก ขาดไอโอดีนสูง เป็น

ต้น) และปัจจัยทางเศรษฐกิจ (เช่น สัดส่วนรายได้ต่อครัวเรือนต่ำที่สุด มีสมาชิกที่ไม่ทำงานในสัดส่วนสูง การถือ

ครองที่ดินน้อย ต้องเช่าที่ดินทางการเกษตร เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม การประเมินของ FIVIMS อาจไม่สอดคล้อง

นักกับความเป็นจริงของพื้นที่ เนื่องจากใช้เกณฑ์การประเมินระดับมหภาคมาตัดสินบริบททางเศรษฐกิจและ

อาหารของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

6.4 ดัชนีความมั่นคงทางอาหารในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) สำหรับนาข้าวเกษตรยั่งยืนไทย

โดย นายอนุพล ชารีศรี37

งานศึกษาชิ้นนี้เป็นวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาตรีของนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยที่ประเทศ

เนเธอร์แลนด์ ซึ่งศึกษาร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดินในประเทศไทย ความน่าสนใจของงานนี้ คือ เป็นหนึ่งใน

งานวิจัยจำนวนน้อยในไทยที่มีจุดประสงค์โดยตรงในการพัฒนาตัวชี้วัดด้านความมั่นคงทางอาหาร แม้ว่าจะ

จำกัดขอบเขตการศึกษาอยู่ที่ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ภายใต้การรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS)

ผู้วิจัยใช้แนวคิดความมั่นคงทางอาหารตามความหมายของเอฟเอโอ โดยได้กำหนดรายการตัวชี้วัดใน

แต่ละมิติของความมั่นคงทางอาหารไว้เป็นการเบื้องต้น (ยกเว้นมิติการใช้ประโยชน์เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับการ

ผลิต) กระบวนการคัดเลือกตัวชี้วัดทำโดยการจัดสัมมนาร่วมกับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำ

การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่เป็นเวลา 2 วัน เป้าหมาย คือ เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของ

ความมั่นคงทางอาหารและจัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัดจากรายการดัชนีที่เตรียมไว้ เพื่อหาคำตอบว่ามีความ

เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารและเหมาะสำหรับจะใช้เป็นมาตรฐานการผลิตแบบมีส่วนร่วมเพียงใด (ดู

ตาราง 13) ตัวชี้วัดที่ได้รับการคัดเลือกจะถูกประเมินและแปลงให้อยู่ในรูปแบบทางการของมาตรฐานระบบการ

รับรองแบบมีส่วนร่วม โดยมีหลักเกณฑ์ว่าดัชนีต้องเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนเพียงพอสำหรับทั้งเกษตรกรและผู้

ตรวจสอบ

37 Anupol Chareesri, 2009.

49

ตาราง 13: แบบฟอร์มที่ใช้ในการระดมความคิดเห็นเพื่อประเมินดัชนีตัวชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร

เกณฑ์ ตัวชี้วัด 1 2 3

ตัวชี้วัดด้านการมีอาหารถึงพร้อม (Food availability)

ทรัพยากรการ

ผลิต

• เกษตรกรต้องมีการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่ถึงพร้อม ได้แก่ทรัพยากร

ดิน น้ำ ป่า แรงงาน และ เมล็ดพันธุ์

ขนาดไร่นา • เกษตรกรต้องมีพื้นที่ทำกินโดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้เพื่อการเพาะปลูก

และเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในครัวเรือน อย่างน้อย 3 ไร่

ศักยภาพการ

ผลิต

• เกษตรกรต้องสามารถผลิตอาหารไว้บริโภคเองได้ตลอดทั้งปี มากกว่า

ซื้อจากตลาดหรือเก็บจากแหล่งธรรมชาติ ปริมาณการซื้ออาหารต้อง

ลดน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะการซื้ออาหารในช่วงก่อนทำเกษตร

ยั่งยืน

• ปริมาณในการผลิต ข้าว:ผัก:ผลไม้:เนื้อสัตว์ ควรมีการผลิตข้าวซึ่งเป้น

อาหารหลักมากที่สุด อย่างน้อยร้อยละ 50 ของอาหารที่ผลิต ตามด้วย

ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์

ตัวชี้วัดของความเสถียรภาพของอาหาร (Food stability)

การใช้

ทรัพยากรธรร

มชาติ

• มีการบำรุงรักษาดิน เช่นการใช้ปุ๋ยหมัก การปลูกพืชคลุมดิน หรือปลูก

พืชหมุนเวียน

• มีบ่อน้ำที่เป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร และไม่มีการทิ้งขยะ

หรือปล่อยสารเคมีลงในแหล่งน้ำ

• มีพื้นที่ป่า หรือที่ปลูกไม้ยืนต้นในฟาร์ม อย่างน้อย 10%ของพื้นที่

ฟาร์ม

ระบบไร่นา • ระบบไร่นามีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและ

ชุมชน ซึ่งอาจอยู่ในรูปเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร

เกษตรชีวภาพ ฯลฯ

• เกษตรกรมีแผนการผลิตอาหารที่ดีตลอดปี ผลิตพืชและสัตว์ซึ่ง

ครัวเรือนบริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาด

• ระบบไร่นามีส่วนช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน

เสถียรภาพ

ด้านรายได้

• มีรายได้ที่ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนด้านอาหาร หรือเส้นความยากจน

ที่ กำหนดไว้โดย สภาพัฒนา ประมาณ 1443 บาทต่อคนต่อเดือน

• ถ้ารายได้หลักมาจากการเกษตร เกษตรกรต้องมีที่ดินเป็นของตัวเอง มี

ตลาดที่สามารถนำผลผลิตไปขายได้

ความรู้และ

ข้อมูล

• เกษตรกรควรเป็นสมาชิกกลุ่ม สมาคม สมาพันธ์ สหพันธ์ หรือองค์กร

ทางด้านการเกษตรอันเป็นประโยชน์ เพื่อการได้รับความช่วยเหลือ

ด้านอาหารยามขาดแคลน และมีอำนาจในการต่อราคาผลผลิต

50

เกณฑ์ ตัวชี้วัด 1 2 3

• มีศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ที่จะให้ข้อมูลทางการเกษตร การใช้ประโยชน์

อาหารและอื่นๆเพื่อเท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ตัวชี้วัดของการเข้าถึงอาหาร (Food accessibility)

การเข้าถึง

อาหารที่

ตนเองผลิต

• มีอาหารที่ผลิตเองตลอดทั้งปี และสามารถเก็บอาหารได้ทุกเมื่อ เมื่อมี

ความต้องการ หรือขาดแคลนด้านอาหาร

• เกษตรกรควรจะมีที่ดินเป็นของตนเอง

การเข้าถึง

ตลาด

• มีตลาดท้องถิ่นที่เกษตรกรสามารถหาซื้ออาหารที่ไม่ได้ผลิตเอง หรือ

ขายผลผลิตได้ในเขตพื้นที่ชุมชน หรือมีรถพุ่มพวงหรือบริการอื่นๆที่

เกษตรกรสามารถซื้ออาหารได้

การเข้าถึง

อาหาร

ธรรมชาติ

• มีแหล่งอาหารธรรมชาติที่สมบูรณ์ในพื้นที่ใกล้เคียง มีความ

หลากหลายทางชีวภาพ เช่นมีพืชพื้นถิ่น พืชสมุนไพร เห็ด หรือสัตว์ที่

สามารถนำมาเป็นอาหารได้

ตัวชี้วัดการใช้ประโยชน์ของการอาหาร (Food utility)

ความ

ปลอดภัยด้าน

อาหาร

• มีเกณฑ์ในการเลือกซื้อ บริโภคอาหารที่มีความสะอาดและปลอดภัย

ต่อ โดยผ่านระบบการผลิตที่ดี ปราศจากสารเคมีตกค้าง

• มีการเข้าถึง และใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่สะอาดในการนำมาประกอบ

อาหาร

โภชนาการ • เลือกผลิต ซื้อ และบริโภคอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ โดย

บริโภคตามเกณฑ์ที่กองโภชนาการได้แนะนำ มีความหลากหลายของ

ชนิดอาหาร ไม่บริโภคอาหารชนิดเดียวซ้ำๆ

• เข้าใจและรู้วิธีการปรุงอาหารอย่างเหมาะสม เช่น การเลือกวัตถุดิบที่ดี

การเตรียมอาหารที่สะอาดและปลอดภัย

หมายเหตุ 1 หมายถึงเป็นดัชนีที่เกี่ยวข้องและเหมาะสม 2 หมายถึง เกี่ยวข้องแต่ยังไม่เหมาะสม (ต้องการข้อมูล

เพิ่ม) และ 3 หมายถึง ไม่เกี่ยวข้อง

ที่มา: ปรับปรุงจาก Anupol Chareesri, 2009, p. 35.

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของงานศึกษาชิ้นนี้ คือ กลุ่มเกษตรกรและคนที่มีส่วนในการพัฒนาดัชนีมีจำนวน

น้อยเกินไป คือ เพียง 9 คน และทั้งหมดมาจากจังหวัดเดียวทำให้กลุ่มตัวอย่างขาดความหลากหลาย นอกจากนี้

ดัชนีที่ได้ยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะใช้จำแนกระดับความมั่นคงทางอาหารที่แตกต่างกันได้ รวมถึง

แหล่งข้อมูลที่เป็นไปได้ในการพิจารณาดัชนี

51

ส่วนที่เจ็ด: การสังเคราะห์และบทสรุป

จากการทบทวนวรรณกรรม จะเห็นได้ว่าการพัฒนาดัชนีความมั่นคงทางอาหารประกอบด้วยขั้นตอน

อย่างน้อย 3 ขั้นตอน ได้แก่

หนึ่ง เริ่มจากการค้นหาแนวคิดความมั่นคงทางอาหารที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นกรอบเสียก่อน ซึ่ง

แม้ว่าแนวคิดความมั่นคงทางอาหารของเอฟเอโอจะได้รับอ้างอิงกันโดยทั่วไป แต่ก็ยังมีจุดบกพร่องซึ่งสามารถ

เติมเต็มแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมได้โดยการนำแนวคิดอื่นๆเข้ามาผนวกรวม เช่น บริบททางชุมชน มิติวัฒนธรรม

แนวคิดเรื่องความเปราะบาง และอธิปไตยทางอาหาร เป็นต้น

กราฟ 4 ซึ่งเป็นการประมวลแนวคิดทั้งหมดไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงทางอาหารในระดับ

บุคคลหรือครัวเรือนในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งจำแนกได้เป็น 5 มิติ คือ แง่ความพอเพียง การเข้าถึง

การใช้ประโยชน์ เสถียรภาพ และมิติจิตวิทยาและสังคม ความมั่นคงทางอาหารในระดับนี้ไม่ได้อยู่อย่างโดด

เดี่ยว แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริบทความมั่นคงทางอาหารในชุมชน ซึ่งมีประเด็นพิจารณาที่สำคัญ 2

เรื่อง คือ หนึ่ง อธิปไตยทางอาหาร หรือ การที่ชุมชนมีสิทธิที่จะตัดสินวิธีการได้มาซึ่งอาหารด้วยตนเอง และ

สอง วัฒนธรรมด้านอาหาร หรือ ฐานวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งหมายถึงพิธีกรรม ความเชื่อ องค์ความรู้

ภูมิปัญญา รวมถึงโครงสร้างทางสถาบันและกฎหมายต่างๆที่มีเพื่อปกป้อง รักษาและสร้างความเข้มแข็งให้กับ

วัฒนธรรมเหล่านี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากจะค้นหาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารที่สมบูรณ์จริงๆจึงไม่ใช่เรื่อง

ง่าย เพราะมีขอบเขตและประเด็นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดจุดเน้นที่ต้องการในการวัดความมั่นคงทางอาหาร ใน

กระบวนการค้นหาและได้ข้อสรุปว่าความมั่นคงทางอาหารควรจะประกอบด้วยมิติใดบ้างนั้น ในแต่ละบริบท

พื้นที่อาจให้ความหมายแตกต่างกัน ดังนั้น อาจใช้วิธีการแบบมีส่วนร่วมหรือไม่มีส่วนร่วมจากกลุ่มคนหรือพื้นที่

เป้าหมายก็ได้ จุดเด่นของกระบวนการแบบมีส่วนร่วม คือ จะทำให้เราเข้าใจบริบทของชุมชนและกำหนดโจทย์

ได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงยิ่งขึ้น รวมถึงน่าจะมีประสิทธิผลมากกว่าหากต้องการทำงานกับชุมชนและ

วัดผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยใช้ดัชนี แต่อาจจะมีข้อจำกัดในแง่การประมวลและเปรียบเทียบระหว่าง

ชุมชนในตอนท้ายเพราะไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้ เนื่องจากมีความหลากหลายมากเกินไป

สอง เมื่อได้กรอบแนวคิดความมั่นคงทางอาหารที่ชัดเจนขึ้นแล้ว จึงเข้าสู่กระบวนการกำหนดและ

พัฒนาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร ในบางกรณีการได้มาซึ่งดัชนีอาจค่อนข้างตรงไปตรงมา คือ สามารถหา

ข้อมูลได้จากหน่วยงานอื่นๆซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลอยู่แล้วหรือเก็บรวบรวมเพิ่มเติมโดยตรง เช่น จำนวนทรัพย์สิน

ดัชนีปริมาณน้ำฝน แต่ในบางกรณี อาจต้องใช้วิธีการพัฒนาตัวชี้วัดที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งได้มีผู้พัฒนาวิธีการมาแล้ว

ก่อนหน้านี้จนสามารถเขียนเป็นคู่มือการพัฒนาดัชนีนั้นๆได้โดยละเอียด เช่น ดัชนียุทธศาสตร์การปรับตัว (CSI)

หรือสเกลความไม่มั่นคงทางอาหารของสหรัฐฯ (HFIAS) เป็นต้น ภายใต้ประเด็นหนึ่งๆอาจมีดัชนีชี้วัดที่เป็นไป

52

ได้จำนวนมาก ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบในการตัดสินใจ เช่น ต้นทุนการเก็บข้อมูล ทักษะความ

ชำนาญผู้วิจัย ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล เป็นต้น

กราฟ 4: การสังเคราะห์กรอบแนวคิดความมั่นคงทางอาหาร

การเข ความพอเพียง ้าถึง เสถียรภาพ/

ความยั่งยืน

การใช้

ประโยชน์

บริบทวัฒนธรรม

ความ (ไม่) มั่นคงทาง

อาหารในบริบทชุมชน

ความ (ไม่) มั่นคงทางอาหาร

ของบุคคลหรือครัวเรือน

อธิปไตยอาหาร

มิติจิตวิทยา/

สังคม

สิทธิด้านอาหาร

• อุปทานอาหาร

• รายได้

• การปรับตัว/

แก้ปัญหา

• พลังงาน/ โภชนาการ

• รายจ่าย/ งบประมาณ

• ความหลากหลายของ

อาหาร

• ความถี่ของการบริโภค

การรับรู้/

ประสบการณ์ตรง

• ความเสี่ยง/

เปราะบาง

• ศักยภาพในการ

รับมือ/แก้ไข

ปัญหา

เครื่องมือ เช่น CSI,

FIVIMS

เครื่องมือ เช่น

เครื่องมือ เช่น FIVIMS, HFIAS

การสำรวจค่าใช้จ่าย

เครื่องมือ เช่น IPC

53

สาม เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะใช้ดัชนีตัวใดบ้างในการวัดความมั่นคงทางอาหาร ประเด็นคำถามที่

สำคัญประการหนึ่ง คือ จุดที่แบ่งแยกระหว่างความมั่นคงทางอาหารและความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับต่างๆ

จะอยู่ที่จุดใด ในรายงานฉบับนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดส่วนนี้ไว้ชัดเจนนัก วิธีการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในหลายงาน

ศึกษารวมทั้งในงานศึกษาบางชิ้นของไทยด้วย คือ การให้กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประเมินเองว่าครัวเรือนของตนหรือ

ชุมชนมีความมั่นคงทางอาหารหรือไม่ ในระดับใด ซึ่งจะคล้ายคลึงกับกรณี HFIAS ที่แบ่งกลุ่มครัวเรือน

ออกเป็น 4 ประเภทตามระดับความ(ไม่)มั่นคงทางอาหาร โดยประเมินรวมจากผลการตอบเกี่ยวกับความรู้สึก

และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง กรณี CSI ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนไปใช้วิธีการแก้ไขปัญหาเป็นจุดอ้างอิงใน

การประเมิน และนำผลลัพธ์ของแต่ละครัวเรือนมาเปรียบเทียบกัน ส่วนตัวอย่าง IPC หรือการวัดจากแบบ

สำรวจค่าใช้จ่ายจะใช้หลักการที่ต่างออกไป คือ ระบุเกณฑ์เป็นตัวเลขที่แน่นอนในการจำแนกสถานการณ์หรือ

ลักษณะครัวเรือน กรณีของ FIVIMS จะใช้ระบบผู้เชี่ยวชาญในการประเมิน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าในทาง

ปฏิบัติจริงอาจใช้หลายระบบร่วมกัน เพื่อตรวจเช็คซึ่งกันและกัน และอาจเป็นการประสานช่องว่างระหว่าง

ข้อมูลทางวิชาการกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

......................................................

54

บรรณานุกรม

ภาษาไทย

คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. 2547. รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โครงการ

การศึกษาและพัฒนามาตรฐาน และตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์. รายงานฉบับสมบูรณ์ . เสนอ

ต่อสำ นักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.



ทศพล ทรรศนกุลพันธ์. 2549. “ลู่ทางในการเยียวยาสิทธิด้านอาหารของปัจเจกชน”. หลักสูตรปริญญานิติ

ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 26-27.

พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์. บรรณาธิการ. 2545. ข้าว ปลา อาหาร และชุมชน. รายงานวิจัย สถานะความมั่นคง

ทางอาหารของเกษตรกรไทย: กรณีศึกษาจาก 19 หมู่บ้าน 5 ภูมิภาค. ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบท

และเพื่อน: กรุงเทพ.

ภาษาอังกฤษ

Bellows, Anne C. and Hamm, Michael W. 2002. “U.S.-Based Community Food Security: Influences,

Practice, Debate”. Journal for the Study of Food and Society. Vol. 6, No. 1.

Boudreau, Tanya. 1998. “The Food Economy Approach: a Framework for Understanding Rural

Livelihoods”. RRN Paper. May. No. 26. London: Overseas Development Institute.



Chareesri, Anupol. 2009. “Food security indicators in Participatory Guarantee System for Thai

sustainable rice farming”. Bachelor Thesis. Van Hall Larenstein University, Wageningen, the

Netherlands.

Coates, Jennifer et al. 2006. “Commonalities in the Experience of Household Food Insecurity across

Cultures: What Are Measures Missing?”. American Society for Nutrition.

Coates, Jennifer et al. 2007. “Household Food Insecurity Access Scale (HFIAS) for Measurement of

Food Access: Indicator Guide (version 3)”. Washington DC: Food and Nutrition Technical

Assistance Project.

Cohen, Barbara. 2002. “Community Food Security Assessment Toolkit”. Economic Research Service.

55

Committee on World Food Security. 2001. “Selection and Monitoring of Core indicators”. In

Assessment of the World Food Security Situation. Twenty-seventh Session. Rome, 28 May - 1

June 2001.

12 September 2009.>

Devereux. S. et al. 2004. “Food Security and Livelihoods”, Thematic Brief, FAO Livelihood Support

Programme. FAO.

FAO. 2003. “Experiences in using qualitative methods for measuring food security”. In Measurement

and Assessment of Food Deprivation and Undernutrition. Proceedings. International Scientific

Symposium Rome, 26-28 June 2002.



FAO. 2006. “Food Security”. Policy Brief. June. Issue 2.

FAO/ FIVIMS. 2002. Making FIVIMS Work for You - Tools and tips.

FIVIMS Technical Sub-Committee. 2004. “Chapter 3 : FIVIMS Indicators”. In National Food

Insecurity and Vulnerability Information and Mapping System: Thailand. Manual of Operations

(Version 1.0). http://www.asiafivims.net/thailand/manual/ch3/ch3_indicators.htm

Frankenberger, Timothy R. 1992. “Indicators and Data Collection Methods for Assessing Household

Food Security”. In Maxwell, Simon and Frankenberger, Timothy R. Household Food Security:

Concepts, Indicators, Measurements: A Technical Review. UNICEF and IFAD.

Hoddinott, John and Yohannes, Yisehac. 2002. “Dietary Diversity as a Food Security Indicator”. FCND

Discussion Paper. No. 136. Washington: International Food Policy Research Institute.

Hoddinott, John. 1999. “Choosing Outcome Indicators of Household Food Security”. Technical Guide.

No. 7. Washington, D.C.: International Food Policy Research Institute.

International Federation of Red Cross and Red Crescent Societies. 2006. How to conduct a Food

Security Assessment: A step-by-step guide for National Societies in Africa. Second Edition.

Geneva: International Federation of Red Cross and Red Crescent Societies.

IPC Global Partners. 2008. “IPC Fact Sheet and Update on Activities”.



Lawrence, Mark and Maunder, Nick. 2007. “The Integrated Food Security and Phase Classification

(IPC): A Review”. Regional Hunger and Vulnerability Programme.

56

Maxwell, Dan et al. 2003. “Coping Strategies Index: A Tool for Rapid Measurement”. Field Methods

Manual. Nairobi: CARE and World Food Program.

Maxwell, Daniel et al. 1999. “Alternative Food-Security Indicators: Revisiting the Frequency and

Severity of Coping Strategies”. Food Policy. Vol 24.

McKeown, David. 2006. “Chapter 1: Definitions of Food Security”. In Food Security: Implications for

the Early Years. Background Paper. Toronto Public Health: Toronto.



National FIVIMS Secretarial. 2005. “The Results of Thailand Analysis”. In National Food Insecurity

and Vulnerability Information and Mapping System: Thailand.



Riely, Frank. 1999. Food Security Indicators and Framework for Use in the Monitoring and Evaluation

of Food Aid Programs. Food and Nutrition Technical Assistance. Washington D.C.: FANTA

and FAM.

Romer Løvendal, Christian and Knowles, Marco. 2005. “Tomorrow’s Hunger: a Framework for

Analysing Vulnerability to Food Insecurity”. ESA Working Paper No. 05-07. FAO.

Scaramozzino, Pasquale. 2006. “Measuring Vulnerability to Food Insecurity”. ESA Working Paper. No.

06-12. FAO.

Smith, Lisa C. and Subandoro, Ali. 2007. Measuring Food Security Using Household Expenditure

Surveys. Food Security in Practice Technical Guide Series. Washington DC:International Food

Policy Research Institute. < http://www.ifpri.org/sites/default/files/publications/sp3.pdf, 30

September 2009.>

Söllner, Sven. 2006. “Right to Food Indicator Description”. < http://ibsa.uni-mannheim.de/5_-

_Right_to_Food_Indicator_Description.pdf, 2 September 2009>

Tarasuk, Valerie. 2001. “Discussion Paper on Household and Individual Food Insecurity”. Health

Canada.

The Parliamentary Office of Science and Technology. 2006. “Food Security in Developing Countries”.

Postnote. No. 274 . London: The Parliamentary Office of Science and Technology.

Via Campesina. 1996. “The Right to Produce and Access to Land: Food Sovereignty: A Future without

Hunger”. November 11-17, Rome, Italy.

57

Via Campesina et al. 2007. “Developing and strengthening the concept of peoples’ food sovereignty”.

Nyéléni 2007. Forum for Food Sovereignty. 23rd - 27th February 2007. Sélingué, Mali.



.pdf, 6 October 2009.>

Webb, Patrick et al. 2006. “Measuring Household Food Insecurity: Why It’s So Important and Yet So

Difficult to Do”. American Society for Nutrition.

Winne, Mark. n.d. “Community Food Security: Promoting Food Security and Building Healthy Food

Systems”.

Wolfe, Wendy S. and Frongillo, Edward A. 2001. “Building Household Food-Security Measurement

Tools from the Ground up”. Food and Nutrition Bulletin. Vol. 22, No.1. The United Nations

University.

Woodley, Ellen et al. 2009. “Cultural indicators of Indigenous Peoples' food and agro-ecological

systems” . FAO and the International Indian Treaty Council.

Ziegler, Jean. n.d. “What is the Right to Food?”.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น